แนะนำ 3 ครีมรักษาสิวสุดฮิตราคาประหยัด

สิวเป็นปัญหาที่เกิดได้ทั่วไป โดยเฉพาะช่วงวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนมากที่สุด ในวัยที่เพิ่งเป็นสิวครั้งแรกนั้น มักจะมีความกังวลใจเป็นเรื่องธรรมดาว่าสิวจะหายหรือไม่ จะทิ้งรอยไว้ไหม หรือจะเป็นมากขึ้นหรือเปล่า แต่จริง ๆ แล้วการรักษาสิวนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินความสามารถ เพราะปัจจุบันนี้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสิวนั้นสามารถหาได้มากมายตามอินเตอร์เน็ต รวมถึงในบทความนี้ก็เช่นกัน เราได้รวบรวมครีมรักษาสิวยี่ห้อที่การันตีว่าใช้ดีมาแนะนำให้ได้เลือกใช้ตามความเหมาะสม

สิวอักเสบ

ประเภทของสิว

หลักพื้นฐานในการรักษาสิว คือ ต้องรู้จักชนิดของสิวเสียก่อนจึงจะเลือกใช้ยาที่รักษาอาการสิวได้ตรงจุดมากขึ้น ซึ่งวิธีการเลือกยานั้นจะแบ่งตามชนิดและความรุนแรงของสิว แบ่งเป็นประเภทได้ดังนี้

  • สิวอุดตัน Comedone เป็นสิวอุดตันที่พบบริเวณรูขุมขน เกิดจากไขมันผิวหนังหรือซีบัม ซึ่งเป็นน้ำมันที่ผิวหนังผลิตออกมาช่วยรักษาความชุ่มชื้นบนใบหน้า รวมอยู่กับเส้นขนหรือเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว กลายเป็นอาการผิดปกติที่รูขุมขนบริเวณนั้น ๆ จนเกิดการอุดตันขึ้นมา สิวอุดตันนั้นแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ สิวหัวขาว (Whitehead) ลักษณะเป็นตุ่มนูนขนาดเล็ก รูสิวยังไม่เปิด และ สิวหัวดำ (Blackhead) ลักษณะเป็นตุ่มนูน มีรูสิวเปิด สาเหตุที่สิวมีสีดำเนื่องจากเม็ดสีเมลานินในสิวทำปฏิกิริยากับอากาศจนเปลี่ยนสีนั่นเอง
  • สิวตุ่มแดง Papule เป็นสิวขนาดเล็กที่พัฒนามาจากสิวอุดตันจากการอักเสบติดเชื้อ เนื่องจากสิวอุดตันที่มีไขมันมาอุดตันมากขึ้นเรื่อย ๆ ผสมกับแบคทีเรียที่ชื่อว่า Propioni Acne (P. Acne) จนกลายเป็นการอักเสบบวมแดง เมื่อสัมผัสจะรู้สึกเจ็บ มักจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5 – 1.0 เซนติเมตร ซึ่งอาจจะอยู่เดี่ยว ๆ หรืออยู่เป็นกลุ่มก็ได้
  • สิวหัวหนอง Pustule สิวชนิดนี้เกิดจากการอักเสบที่รุนแรง มีหัวสิวเป็นหนองสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน สังเกตเห็นได้ชัดเจน และมีความรุนแรงมากที่สุดในชนิดของสิว รักษาหายยากกว่าและอาจเกิดรอยแผลเป็นได้ หากเป็นสิวชนิดนี้ไม่ควรรักษาเอง เนื่องจากอาจต้องมีการรับประทานยาปฏิชีวนะร่วมด้วยในการรักษา

 

เลือกซื้อครีมแต้มสิวอย่างไรดี?

ควรเลือกครีมรักษาสิวตามระดับความรุนแรง เบื้องต้นสามารถใช้ครีมรักษาสิวประเภทเบนโซอิลเพอรอกไซด์ ที่เป็นยาทาสำหรับรักษาสิวที่มีสรรพคุณต้านเชื้อแบคทีเรียและช่วยทำให้ผิวแห้ง ช่วยลดความมันบนใบหน้าลดโอกาสเกิดสิว หรือยาเรตินอยด์ ที่เป็นยาในกลุ่มกรดวิตามินเอ ที่ช่วยรักษาสิวให้สิวแห้งไว ซึ่งยาที่มีส่วนผสมเหล่านี้ใช้รักษาสิวในระยะแรก ๆ ได้ดีมาก

ครีมแต้มสิว

 

สำหรับผู้ที่รักษาด้วยกลุ่มยาเบื้องต้นแล้วยังไม่หาย อาจจะต้องปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย ซึ่งเป็นยาที่ซื้อมาทานเองไม่ได้ ต้องสั่งโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และในระดับสิวที่รุนแรงขึ้นไปอีกรักษาด้วยครีมรักษาสิวไม่ได้ ทานยาปฏิชีวนะก็ไม่หาย แพทย์อาจสั่งยาไอโซเตรตินอยน์ (Isotretinoin) ที่เป็นยาในกลุ่มควบคุมพิเศษ ให้ประสิทธิภาพในการรักษาดีเยี่ยม แต่ก็มีผลข้างเคียงสูงเช่นเดียวกัน เช่น เป็นพิษต่อตับ ทำให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูง เสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุน และเป็นยากลุ่มที่ห้ามใช้ในสตรีที่กำลังให้นมบุตรอย่างเด็ดขาด

 

วิธีทาครีมรักษาสิว

ทาติดต่อกันอย่างน้อย 5 วัน
เพราะการทาครีมรักษาสิวนั้นก็คล้ายกับการทานยาปฏิชีวนะรักษาอาการต่าง ๆ ที่ต้องทานเป็นโดส ในทำนองเดียวกันครีมรักษาสิวนั้นก็ต้องทาติดต่อกันในระยะหนึ่งจึงจะมีประสิทธิภาพดี ไม่ใช่ว่าทาไป 2-3 วัน สิวหายไปแล้วจึงหยุดทา เพราะแม้หัวสิวจะยุบไป แต่แบคทีเรียใต้ผิวหนังอาจจะยังมีอยู่ ทำให้อาจกลับมาเป็นสิวซ้ำ ๆ ได้ อีกทั้งยังมีโอกาสเสี่ยงกลายเป็นสิวดื้อยา ซึ่งระยะเวลาที่เหมาะสมในการทาครีมรักษาสิวนั้นคือประมาณ 5 วันขึ้นไป และไม่ควรใช้ยาติดต่อกันเกิน 2 เดือน การรักษาสิวนั้นเป็นอะไรที่ต้องใช้ความอดทนสูง จำเป็นต้องมีวินัยมาก ๆ ทาครีมรักษาสิวอย่างสม่ำเสมอและรักษาความสะอาด เพราะกว่าสิวจะหายนั้นใช้เวลานาน จึงจำเป็นที่จะต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรรีบร้อนและกังวลจนเกินไป

ทำความสะอาดผิวก่อนทุกครั้ง
ก่อนที่ทาครีมรักษาสิวควรต้องทำความสะอาดหน้าให้ดี เพื่อเป็นการป้องกันเชื้อแบคทีเรียเบื้องต้นก่อน ควรใช้โฟมล้างหน้าสูตรที่มีส่วนช่วยในการลดสิว เวลาล้างหน้า ไม่แกะ ไม่เกาหัวสิว และไม่ถูหน้าแรง ๆ หลังจากล้างหน้าเสร็จแล้วควรใช้สำลีชุบน้ำเกลือเช็ดหน้าอีก 1 ครั้ง จึงจะตามด้วยการทาครีมรักษาสิว หากจำเป็นจะต้องทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวตัวอื่น ให้รอสักพักหนึ่งให้ครีมรักษาสิวได้แห้งซึมเข้าสู่ผิวก่อน จึงจะทาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวตามได้ โดยควรเรียงลำดับเนื้อผลิตภัณฑ์ที่มีความบางเบาน้อยไปมาก เช่น น้ำตบ ตามด้วยเซรั่ม แล้วค่อยทาครีม เพราะการเรียงลำดับแบบนี้จะทำให้ทุกผลิตภัณฑ์แสดงประสิทธิภาพได้ดีที่สุด หากทาผลิตภัณฑ์ที่มีความหนา เช่น เนื้อครีม ลงบนผิวก่อนผลิตภัณฑ์ตัวอื่น ๆ ตัวครีมจะเคลือบผิวและทำให้ผลิตภัณฑ์ที่บางเบากว่าซึมเข้าสู่ผิวได้ยากนั่นเอง

งดใช้ผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิง
เนื่องจากครีมรักษาสิวส่วนมากนั้นมีส่วนผสมของกรดผลไม้และกรดวิตามินเอซึ่งมีผลทำให้หน้าแห้ง จึงควรหลีกเลี่ยงกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีไวท์เทนนิง จำพวกครีมที่ช่วยเพิ่มความขาวกระจ่างใสให้ใบหน้า เพราะจะยิ่งทำให้ผิวหน้าบาง ไวต่อแสง และลอกเป็นขลุยได้ง่ายมากขึ้น

 

3 ครีมทาสิวที่แนะนำ

1. Tomei Anti Acne Cream 5 กรัม
มีส่วนประกอบของ ไฟโตสฟิงโกซีน สารสกัดจากดอกมีโดว์สวีท สารสกัดจากดอกของต้นกระบองเพชร สารสกัดจากต้นเทียนแดง สารสกัดจากเมล็ดละหุ่ง และไนอะซินาไมด์ หรือ วิตามิน B3 ซึ่งสารสกัดเหล่านี้ มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย P. acnes และลดการอักเสบของผิวหนัง ช่วยควบคุมการสร้างน้ำมันภายในรูขุมขน ช่วยกระตุ้นกระบวนการผลัดเซลล์ผิวอย่างเป็นธรรมชาติ ลดการอุดตันของรูขุมขน ทำให้ผิวกระจ่างใส ทั้งยังสามารถลดรอยจุดด่างดำอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยบำรุงและเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง

วิธีใช้ ใช้แต้มบริเวณที่เป็นสิวอักเสบ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน ภายหลังจากล้างทำความสะอาดหน้าให้สะอาด เช็ดให้แห้ง หลังจากทาครีมบำรุงต่าง ๆ แล้ว สามารถแต้มเพิ่มในบริเวณที่เป็นสิวอักเสบได้บ่อยเท่าที่ต้องการในระหว่างวัน เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่รวดเร็ว โดยไม่ทำร้ายผิว

 

2. Himalaya Acne-n-Pimple Cream 20 กรัม
ครีมรักษาสิวตัวดังจากอินเดียที่มีส่วนผสมของสมุนไพรธรรมชาติ 100 %  มีสารสกัดจากถั่วแขก ไหมฝ้าย ใบเชสต์เบอร์รี่ ว่านหางจระเข้ และ สารส้ม ที่มีสรรพคุณ ช่วยในการลดการอักเสบของสิวและลดสิวอุดตัน ช่วยสมานแผลและฆ่าเชื้อ ช่วยต้านการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย และทำให้ผิวเรียบเนียน ไม่ทำให้หน้าแห้ง ทั้งยังช่วยให้ผิวชุ่มชื้นขึ้น โดยทำให้หัวสิวนุ่มขึ้นและทำให้สิวค่อย ๆ ยุบไปเองใน 2-3 วัน โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นหรือจุดด่างดำ

วิธีใช้ หลังทำความสะอาดผิวหน้าและทาครีมบำรุง แต้มเนื้อครีมลงบริเวณที่เป็นสิวโดยไม่ต้องล้างออก โดยหลีกเลี่ยงบริเวณรอบดวงตา และริมฝีปาก ใช้เป็นประจำต่อเนื่องทุกวัน เช้า-เย็น

Himalaya Acne-n-Pimple

 

3. Benzac AC 15 กรัม
ครีมรักษาสิวตัวดังยอดฮิตตลอดกาล ที่มีสรรพคุณ ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย P. acnes ช่วยฆ่าเชื้อสิวให้หัวสิวแห้งไว และทำให้หัวสิวกลายเป็นสะเก็ดหลุดออกมา มีสารให้ความชุ่มชื้น และช่วยดูดซับไขมันส่วนเกินจากผิว เหมาะสำหรับการใช้รักษาสิวอุดตัน มีความเข้มขึ้น 2.5% และ 5%

วิธีใช้ สำหรับผู้ที่เริ่มใช้ครั้งแรกขอแนะนำให้เริ่มใช้ที่ 2.5% ก่อน เมื่อเริ่มชินแล้วถึงจะเปลี่ยนไปใช้แบบ 5% ก่อนทาควรเช็ดหน้าด้วยน้ำเกลือ แล้วแต้มครีมรักษาสิวเฉพาะจุดที่เป็นสิวอุดตัน ทิ้งไว้ 5-15 นาที สำหรับผู้ที่ใช้ครั้งแรกควรทิ้งไว้เพียงแค่ 5 นาที แล้วล้างหน้าทำความสะอาดให้เรียบร้อย

 

เมื่อคุณมีครีมรักษาสิวดี ๆ สักตัว เพียงเท่านี้ก็ทำให้คุณมีหน้าใสไร้สิว ไร้กังวลถึงปัญหาผิวต่าง ๆ ได้แล้ว ซึ่งแต่ละยี่ห้อที่เราแนะนำนั้นก็มีราคาย่อมเยาเข้าถึงง่าย และหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป โปรดอย่าลืมทำความสะอาดผิวหน้าอย่างเป็นประจำทั้งเช้าและเย็น เพื่อลดแบคทีเรีย P. Acnes ที่เป็นต้นเหตุของสิวและลดความมันส่วนเกินบนใบหน้าด้วยล่ะ