เลือกซื้อครีมรักษาฝ้าอย่างไรให้ได้ผลดี

ปัญหาผิวหน้ายอดฮิตในปัจจุบันนี้ 1 ใน 3 อันดับแรกคงหนีไม่พ้นปัญหาฝ้า เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ปัญหาโลกร้อนที่ทำให้พื้นผิวโลกมีอากาศร้อนขึ้น และแสงแดดแรงขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน จึงส่งผลให้สาว ๆ หลายคนมีปัญหาฝ้ากระก่อนวัย วันนี้เราจะมาแนะนำครีมรักษาฝ้าที่ให้ผลและประสิทธิภาพที่ดี ให้สาว ๆ ได้มีตัวเลือกไว้ตัดสินใจ เพื่อเลือกซื้อครีมรักษาฝ้าที่เหมาะสมกับตัวเองมาใช้ได้อย่างถูกต้อง สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่าจะเลือกซื้อครีมรักษาฝ้าอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบให้คุณอย่างแน่นอน

 

ฝ้าคืออะไร

ฝ้า รอยคล้ำสีดำหรือสีน้ำตาลเข้มที่มักจะพบมากในบริเวณโหนกแก้ม คาง และหน้าผาก เกิดมาจากการที่เม็ดสีเมลานินใต้ผิวหนังทำงานหนักกว่าปกติและสร้างเม็ดสีขึ้นมาเพื่อปกป้องผิวจากรังสี UV มักจะพบบ่อยในผู้หญิงอายุ 25 ถึง 55 ปี สามารถเป็นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย สำหรับปัญหาฝ้าเป็นปัญหาที่ท้าทายแพทย์ผิวหนังทั่วโลก เนื่องจากการรักษาให้หายขาดนั้นทำได้ยาก

โดยปกติฝ้าจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ นั่นก็คือฝ้าตื้นและฝ้าลึก

ฝ้าตื้น โดยมากจะเกิดขึ้นตามผิวหนังชั้นบนหรือชั้นหนังกำพร้า สามารถรักษาให้หายได้ด้วยตัวเอง โดยใช้เวลาไม่นานเท่าฝ้าลึก ระยะเวลาที่ครีมรักษาฝ้าจะเริ่มเห็นผลคือ เมื่อทาต่อเนื่อง 6 เดือนขึ้นไป

ฝ้าลึก ฝ้าลึกเป็นฝ้าที่เกิดขึ้นในบริเวณผิวหนังชั้นผิวหนังแท้ รักษาได้ยากและใช้เวลานานมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูง และต้องรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

 

ฝ้าแดด

 

สาเหตุการเกิดฝ้า

ส่วนมากนั้นมาจากรังสีอัลตราไวโอเลตทั้ง UVA และ UVB ที่ส่องลงมากระทบกับเซลล์ผิวหนังจนเกิดการกระตุ้นทำให้ร่างกายผลิตเม็ดสีมากขึ้น และเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น และนอกจากนี้ฝ้ายังสามารถเกิดมาได้จากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ช่วงตั้งครรภ์หรือช่วงที่กินยาปรับฮอร์โมนก็ได้เช่นกัน หรือว่าฝ้าที่เกิดจากเครื่องสำอางนั้นก็มีอยู่บ้าง เนื่องจากเครื่องสำอางบางชนิดผสมสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผิว อาทิ สารกันบูด สารปรอท และสารตะกั่ว เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ผิวหน้าผู้ใช้อ่อนแอและบอบบางลง รวมถึงยังไวต่อการเกิดฝ้ามากยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

ครีมรักษาฝ้าสามารถรักษาฝ้าให้หายได้จริงหรือ

ในความเป็นจริงแล้วครีมรักษาฝ้าต่อให้มีคุณภาพดีสักเท่าไหร่ ก็จะรักษาให้หายได้เฉพาะฝ้าตื้นเท่านั้น โดยส่วนมากจะเริ่มเห็นผลเมื่อทาติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือนขึ้นไป ส่วนฝ้าลึกยังจำเป็นจะต้องใช้วิธีรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วยอยู่

 

กลุ่มยาที่ช่วยรักษาฝ้าทั้ง 4 กลุ่มมีดังนี้

  • ยากลุ่มกรดวิตามินเอ (ratinoid acid)

ยาในกลุ่มกรดวิตามินเอ เป็นกลุ่มยาที่สามารถรักษาฝ้าได้หายจริง โดยจะต้องใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 24 สัปดาห์ขึ้นไป แต่มีข้อควรระวังก็คือ เมื่อใช้ยากลุ่มนี้จะทำให้ผิวแห้งและระคายเคืองได้ง่ายจึงควรใช้ในปริมาณที่กำหนด เวลาทาควรทาในขณะที่ผิวหน้าแห้งสนิทจะให้ผลที่ดีที่สุด

  • ยากลุ่มไฮโดรควินโนน (Hydroquinone)

ยากลุ่มนี้เป็นยาที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งการผลิตเซลล์เม็ดสีเมลานิน และยังสามารถทำลายเม็ดสีบางส่วนได้อีกด้วย แต่ยาตัวนี้ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น เนื่องจากอาจทำให้เกิดการระคายเคืองสูง และอาจจะมีผลข้างเคียงที่ทำให้แสบและผิวลอกเป็นขุยได้

  • ยากลุ่มทรานีซามิก (Tranexamic acid)

ยากลุ่มนี้มีทั้งชนิดรับประทานและชนิดทา โดยที่มีฤทธิ์เข้าไปลดการอักเสบใต้ผิวหนังและช่วยทำให้การสร้างเม็ดสีเมลานินลดน้อยลงจึงทำให้ฝ้าจางไปด้วย

  • ยากลุ่มไวท์เทนนิ่ง (Whitening)

ยากลุ่มนี้มีคุณสมบัติเทียบเท่ากับยากลุ่มไฮโดรควิโนน ใช้เพื่อลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน แต่มีความระคายเคืองต่อผิวสูงกว่าจึงต้องใช้ภายใต้ความดูแลของแพทย์เท่านั้น

สำหรับการเลือกซื้อครีมรักษาฝ้าที่ให้ผลดีนั้นควรเลือกซื้อครีมที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้หรือไวท์เทนนิ่ง นอกจากกลุ่มยาที่กล่าวมาแล้ว ยังสามารถเลือกซื้อครีมรักษาฝ้าที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ ที่มีสรรพคุณช่วยรักษาฝ้าได้เช่นกัน

 

ส่วนผสมที่ช่วยรักษาฝ้าจากธรรมชาติ

                ว่านหางจระเข้ ว่านหางจระเข้นั้นเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่มีสรรพคุณมากมายไม่ว่าจะช่วยลดรอยแผลต่าง ๆ สมานแผล รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวลดจุดด่างดำและอีกสรรพคุณหนึ่งอย่างก็คือช่วยรักษาฝ้าได้ดี

                หัวไชเท้า  หัวไชเท้านั้นก็เป็นอีกหนึ่งสมุนไพรจากธรรมชาติที่สามารถรักษาฝ้ากระจุดด่างดำต่าง ๆ ได้แถมยังมีคุณสมบัติพิเศษในการช่วยลดริ้วรอยชะลอวัยอีกด้วย

                มะขามเปียก  สุดยอดสมุนไพรตัวดังที่ขึ้นชื่อในเรื่องการผลัดเซลล์ผิวเก่า ลดรอยดำ และฝ้าได้เป็นอย่างดี เนื่องจากในมะขามเปียกมี AHA ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนและยังช่วยลดริ้วรอยได้ดี

               ใบบัวบก  ในใบบัวบกนั้นมีสรรพคุณที่ช่วยเรื่องรักษาสิวลดการอักเสบ และติดเชื้อของสิวได้ดี และยังช่วยลดรอยฝ้า กระ จุดด่างดำต่าง ๆ บนผิวหน้าได้อีกด้วย อีกทั้งมีสรรพคุณชะลอวัยและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

               แอปเปิ้ลไซเดอร์  แอปเปิ้ลไซเดอร์หรือว่าน้ำส้มสายชูจากผลแอปเปิ้ล มีสรรพคุณช่วยดูแลผิวพรรณ ออกฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ จึงช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ดีทำให้ผิวเนียนนุ่มกระจ่างใส

 

เลือกซื้อครีมรักษาฝ้าอย่างไรให้ได้ผลดี 1

 

เหล่านี้คือส่วนผสมที่ช่วยรักษาฝ้าได้ดีจากธรรมชาติ เมื่อต้องการเลือกซื้อครีมรักษาฝ้าดี ๆ สักตัวหนึ่งให้มองหาส่วนผสมที่กล่าวมาข้างต้นได้เลย ที่สำคัญการรักษาฝ้านั้นจะต้องใช้เวลาและความอดทนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการค่อย ๆ ผลัดเซลล์ผิวให้เม็ดสีเมลานินค่อย ๆ จางไป จึงใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน

 

สารต้องห้ามในครีมรักษาฝ้า

  • ไม่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนน

แม้ว่าสารไฮโดรควิโนนนั้นจะมีสรรพคุณในการยับยั้งเม็ดสีเมลานินได้ดี และสามารถทำให้ฝ้าจางหายไปได้ในระยะเวลาไม่นาน แต่ว่าสารไฮโดรควิโนนจำเป็นจะต้องใช้ในปริมาณที่แพทย์กำหนดเท่านั้น หากใช้ในปริมาณที่เกินความจำเป็นจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี เพราะเมื่อหยุดใช้จะกลับมาเป็นฝ้าเร็วกว่าปกติ และในบางคนอาจพบว่าแพ้หนักจนผิวหนังไหม้เมื่อโดนแสงแดดก็มี

  • ไม่มีส่วนผสมของสารปรอท

แม้ว่าสารปรอทจะทำให้เม็ดสีเมลานินสร้างได้น้อยลงและทำให้ใบหน้าขาวขึ้น แต่สารปรอทนั้นเป็นสารต้องห้ามที่ถูกแบนโดยกรมการอาหารและยา เพราะมีอันตรายต่อผิวหนังทำให้ผิวหนังแดง มีสิวเห่อ และมีภาวะเลือดจาง เป็นต้น หากเจอครีมรักษาฝ้าที่โฆษณาว่าสามารถทำให้ขาวเร็วขาวไวใน 3 – 7 วัน ควรสงสัยไว้ก่อนเลยว่าอาจมีสารปรอทเป็นส่วนผสม

  • ไม่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์

ครีมรักษาฝ้าส่วนมากมักจะมีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ ที่มีคุณสมบัติหลักทำให้ผิวขาวไว ทำให้หน้าเนียน แต่สเตียรอยด์นั้นเมื่อใช้ไปนาน ๆ จะเกิดผลข้างเคียงทำให้ผิวบางจนมองเห็นเส้นเลือดได้ชัด หรืออาจเป็นสิวตุ่มนูนขึ้นมาเต็มใบหน้า ซึ่งอาการเหล่านี้เรียกว่าการติดสเตียรอยด์นั่นเอง

การตรวจสอบสารเคมีอันตราย

การตรวจสอบสารเคมีอันตรายสามารถทำได้โดยการนำผงซักฟอกมาผสมกับน้ำให้ข้นพอได้ลักษณะเป็นเนื้อครีม จากนั้นเอาครีมที่ทดสอบมาป้ายบนทิชชู่แล้วป้ายผงซักฟอกผสมน้ำที่เราเตรียมไว้ลงบนครีมอีทีหนึ่ง ทิ้งไว้ 5 นาที ถ้าครีมเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลสันนิษฐานได้ว่ามีส่วนผสมที่ไม่เหมาะกับผิวหน้า เช่น ไฮโดรควิโนน หรือ สารปรอท แน่นอน

 

และนี่ก็คือส่วนผสมครีมรักษาฝ้าตัวดังที่เราได้รวบรวมมาไว้ที่นี่ เพื่อให้คุณได้ตัดสินใจว่าตัวไหนเหมาะกับคุณ และปัญหาฝ้าของคุณ นอกจากครีมรักษาฝ้าแล้ว คุณควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพดี โดยมีประสิทธิภาพการปกป้องผิวที่ SPF 30 ขึ้นไป และมีค่า PA +++ หรือมากกว่า เพื่อช่วยกันแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องทาเป็นประจำห้ามลืม เพื่อลดโอกาสการเกิดฝ้าและการกลับมาเป็นฝ้าซ้ำอีกครั้ง รวมถึงเมื่อต้องออกไปเผชิญกับแสงแดดโดยตรงคุณควรสวมเสื้อผ้าที่มีการปกปิดที่ดีเพื่อป้องกันรังสี UV และอาจใช้ร่มในการป้องกันแสงแดดที่มากขึ้น อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Thermage