เลือกครีมกันแดดหน้าอย่างไรดี

รังสียูวีคืออะไรและอันตรายอย่างไร

ดวงอาทิตย์นั้นไม่ได้ให้เพียงแสงสว่างแก่โลก ในความเป็นจริงแล้วนั้นดวงอาทิตย์ปล่อยรังสีออกมามากมายทั้ง ยูวีเอ ยูวีบี และ ยูวีซี ซึ่งครีมกันแดดหน้าบางตัวก็สามารถป้องกันได้เพียงรังสียูวีบี ในขณะที่บางตัวป้องกันได้ทั้งรังสียูวีบีและยูวีเอ ส่วนยูวีซีนั้นเป็นคลื่นรังสีที่มีคลื่นสั้นและอันตรายที่สุด แต่ส่วนมากนั้นจะถูกกรองออกไปด้วยชั้นบรรยากาศโลก และเหลือเพียงยูวีเอและยูวีบีที่ส่องลงมายังผิวโลก โดยที่รังสียูวีบีนั้นเป็นเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ของรังสีที่ส่องลงมายังผิวโลกเท่านั้น และบทความนี้จะมุ่งไปที่การให้ความรู้เกี่ยวกับครีมกันแดดหน้าเป็นหลัก ซึ่งสามารถอ้างอิงไปใช้กับครีมกันแดดลำตัวได้เช่นกัน

เป็นที่ทราบว่าครีมกันแดดนั้นไม่สามารถปกป้องผิวจากรังสียูวีได้อย่างสมบูรณ์ เราจึงควรใช้วิธีอื่นร่วมด้วยในการป้องกันรังสียูวี อาทิ การสวมใส่เสื้อผ้าที่ช่วยป้องกันแสงแดด หลีกเลี่ยงการโดนแดดโดยตรง ใช้ร่มที่เคลือบสารสะท้องรังสียูวี เป็นต้น เพื่อเป็นการลดโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้ผิวกระทบแสงแดดโดยตรง ทั้งนี้แม้เราจะทาครีมกันแดดหน้าแล้วปัจจัยการปกป้องผิวนั้นก็มีอีกหลายอย่าง เช่น สภาพอากาศ ฤดูกาล ระดับความแรงของแสงแดด การซับหน้าระหว่างวัน ไปจนถึงเหงื่อ ปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ อาจทำให้ประสิทธิภาพในการปกป้องผิวลดลง ดังนั้นเพื่อประสิทธิภาพการปกป้องที่ดี เราจึงควรทากันแดดซ้ำทุก ๆ 2-4 ชั่วโมง ซึ่งเดี๋ยวนี้มีครีมกันแดดหลายยี่ห้อที่สามารถทาทับเครื่องสำอางได้

เราควรทาครีมกันแดดหน้าก่อนที่จะออกไปโดดแดดเสมอ หรือแม้ไม่ได้ออกไปไหนแต่ในบ้านมีแสงส่องถึงเยอะ ก็ควรทาครีมกันแดดเช่นกัน เพราะรังสียูวีนั้นสามารถแทรกเข้ามาทำลายผิวได้แม้ในที่ร่ม รังยูวีนั้นมากับแสงไม่ใช่ความร้อน ความคิดที่ว่าไม่โดนแดดร้อน ๆ ไม่ต้องทาครีมกันแดดจึงเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องนัก รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงการอาบแดดเพื่อทำใหผิวแทน เพราะผิวจะได้รับรังสียูวีมากเกินไป โดยรังสียูวีเอนั้นจะทำให้แก่ก่อนวัย เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำได้ ส่วนยูวีบีจะทำให้ผิวไหม้ และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งผิวหนังสูง นอกจากนั้นผลิตภัณฑ์ทาผิวแทนบางยี่ห้อนั้น ยังไม่ได้ผสมสารกันแดดเพื่อช่วยป้องกันรังสียูวีระหว่างที่เราอาบแดดอีกต่างหากเลือกครีมกันแดดหน้าอย่างไรดี 1

ครีมกันแดดหน้าสามารถแบ่งได้ 2 ประเภทดังนี้

       1.สารกันแดดแบบเคมี (Chemical Absorbers)  ครีมกันแดดประเภทนี้จะมีคุณสมบัติในการดูดซับแสงแดด ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีบนผิวหนังและมีบางชนิดที่สามารถกรองแสงได้ จึงช่วยป้องกันรังสียูวีเอ (Ultraviolet A) และรังสียูวีบี (Ultraviolet B) แต่สารกันแดดประเภทนี้นั้นจะคงอยู่ได้ไม่นาน และอาจเกิดการระคายเคืองได้

      2.สารกันแดดแบบกายภาพ (Physical Blockers)  ครีมกันแดดประเภทนี้นั้นจะแสดงผลในรูปแบบกายภาพคือ จะมีคุณสมบัติในการสะท้อนแสงแดดออกไป สามารถป้องกันได้ทั้งรังสียูวีเอ (Ultraviolet A) และรังสียูวีบี (Ultraviolet B) ได้เช่นเดียวกับสารกันแดดแบบเคมี สารกันแดดแบบกายภาพส่วนมากนั้นมักจะไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง แต่ก็มีข้อเสียตรงที่เวลาทาจะรู้สึกเหนียวเหนอะหนะจากเนื้อครีมที่เข้มข้น

ค่า SPF คือค่าอะไร

หลาย ๆ คนคงสังเกตว่าที่ครีมกันแดดหน้านั้นจะมีค่า SPF พร้อมตัวเลขอยู่ที่ผลิตภัณฑ์ ค่า SPF นั้นย่อมาจาก Sun-Protection Factor ค่านี้คือตัวเลขที่ใช้บอกระดับการปกป้องผิวจากแสงแดดซึ่งจะแสดงเฉพาะค่ากันรังสียูวีบี ว่าสามารถป้องกันได้กี่เท่า แต่จะไม่แสดงค่ากันรังสียูวีเอ

โดยที่ 1 SPF นั้นสามารถกันรังสียูวีบีได้ 15 นาที เช่นครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 จะสามารถปกป้องผิวได้ 450 นาทีนั่นเอง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังนั้นแนะนำให้เลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป ที่ให้ผลการปกป้องแสงยูวีบีได้ถึง 97%

ค่า PA คืออะไร

ค่า PA หรือ Protection grade of UVA นั้นคือค่าป้องกันรังสียูวีเอ ที่มีที่มาจากสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 2006

PA+ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีเอระดับ เริ่มต้น

PA++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีเอระดับ กลาง

PA+++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีเอระดับ สูง

PA++++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีเอระดับ สูงสุด

Water Resistant คืออะไร

เมื่อต้องไปสัมผัสกับน้ำควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่าป้องกันรังสียูวีขณะที่โดนน้ำได้ โดยแยกประเภทดังนี้

Water Resistant จะป้องกันรังสียูวีในน้ำได้นาน 40 นาที

Very Water Resistant จะป้องกันรังสียูวีในน้ำได้นาน 80 นาที

ส่วนแบบที่ระบุว่า Waterproof หรือ Sweat Proof ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการรับรอง เนื่องจากใช้คำที่ไม่ถูกต้องและทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

เลือกซื้อครีมกันแดดหน้าอย่างไร

ผู้ซื้อควรรู้ข้อมูลและวิธีเลือกซื้อครีมกันแดดหน้าที่ถูกต้อง เพื่อที่จะได้ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีวิธีการเลือกซื้อดังนี้

  1. ควรเลือกครีมกันแดดที่มีค่าป้องกันครอบคลุมทั้งยูวีเอและยูวีบี โดยสังเกตจากฉลากบนผลิตภัณฑ์ว่า Broad-Spectrum ซึ่งจะป้องกันผิวไหม้ ผิวแก่ก่อนวัย และช่วยลดโอกาสเป็นมะเร็งผิวหนังได้
  2. เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไป เนื่องจาก SPF 30 นั้นจะมีค่าป้องกันรังสียูวีบีได้ถึง 97 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ SPF 15 จะป้องกันได้ 93 เปอร์เซ็นต์ สำหรับครีมกันแดดหน้านั้นควรเลือกใช้ SPF 30-50 และมีค่า PA++++
  3. เลือกครีมกันแดดหน้าที่กันน้ำได้ (Water Resistant) ในวันที่ต้องทำกิจกรรมที่โดนน้ำมาก ๆ เช่นวิ่งออกกำลังกายกลางแจ้ง ว่ายน้ำ หรือเล่นน้ำสงกรานต์ ครีมกันแดดประเภทนี้จะช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดระหว่างที่โดนน้ำหรือเหงื่อออกได้นานประมาณ 40-80 นาที และควรทาครีมกันแดดซ้ำอย่างน้อยทุก 2-4 ชั่วโมง
  4. สำหรับเด็กหรือผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายควรเลือกครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ ไททาเนียมไดออกไซด์ (Titanium Dioxide) หรือซิงก์ออกไซด์ (Zinc Oxide) ที่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง
  5. ผู้ที่มีผิวแพ้ง่ายควรหลีกเลี่ยงครีมกันแดดหน้าที่มีส่วนผสมของ กรดพาราอะมิโนเบนโซอิก (Para-Aminobenzoic Acid: PABA) หรือกรดพาบา และเบนโซฟีโนน (Benzephenones) เช่น ไดออกซิเบนโซน (Dioxybenzone) ออกซิเบนโซน (Oxybenzone) หรือซอลลิเบนโซน (Sulisobenzone) รวมทั้งครีมกันแดดที่ผสมแอลกอฮอล์ น้ำหอม และวัตถุกันเสีย
  6. สำหรับผู้ที่ต้องการแต่งหน้าควรใช้ครีมกันแดดหน้าแบบที่แห้งซึมไว และไม่ก่อให้เกิดความมัน (Oil free) เพราะอาจทำให้เครื่องสำอางหลุดระหว่างวัน และจะมีครีมกันแดดบางยี่ห้อที่สามารถทาทับเครื่องสำอางระหว่างวันได้ เพื่อที่เราจะได้เติมครีมกันแดดหน้าระหว่างวันได้สะดวก

วิธีใช้ครีมกันแดดหน้าและลำตัว

  1. ควรทาครีมกันแดดก่อนออกแดดประมาณ 15-30 นาที
  2. ควรลงครีมกันแดดก่อนแต่งหน้า โดยใช้ในปริมาณที่พอดีไม่มากหรือน้อยเกินไป
  3. ทาครีมกันแดดให้ทั่วตัว เช่น ใบหู เท้า ด้านหลังขา หรือบริเวณที่อาจลืมทาได้ง่าย
  4. ควรทาครีมกันแดดแม้จะอยู่ในที่ร่มไม่โดนแดดโดยตรง แต่บริเวณโดยรอบยังมีแสงแดด
  5. ควรทาลิปบาล์มที่มีค่าป้องกันแสงแดด SPF 30 เพื่อปกป้องริมฝีปากจากรังสียูวี
  6. หากต้องว่ายน้ำหรือโดนน้ำ ควรทาครีมกันแดดชนิดกันน้ำทุกครั้ง และควรทาซ้ำทุก 2-4 ชั่วโมง
  7. ห้ามใช้ครีมกันแดดที่หมดอายุ หรือครีมกันแดดที่เปิดมานานกว่าเดือนที่ข้างผลิตภัณฑ์กำหนด เพราะประสิทธิภาพจะลดทอนลง และส่วนมาเนื้อครีมจะแยกชั้นกัน
  8. ห้ามทาครีมกันแดดให้เด็กที่อายุต่ำกว่า 6 เดือน สามารถใช้วิธีป้องกันแสงแบบอื่นแทน เช่น ใช้ร่ม และ เสื้อผ้า เลือกครีมกันแดดหน้าอย่างไรดี 2

ข้อดีและข้อเสียของครีมกันแดดหน้า

  • ข้อดีของครีมกันแดดหน้า

– ช่วยป้องกันรังสียูวีเอและยูวีบีได้

– ช่วยป้องกันความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนัง

– ช่วยปกป้องผิวไม่ให้ผิวไหม้จากแสงแดด

– ช่วยปกป้องผิวไม่ให้แก่ก่อนวัย

– ช่วยป้องกันการเกิดจุดด่างดำ ฝ้า กระ ที่ใบหน้าและลำตัว

  • ข้อเสียของครีมกันแดดหน้า

– ลดการผลิตวิตามินดีของผิวหนัง

– มีคราบครีมกันแดดติดตามเสื้อผ้า ส่วนมากนั้นจะเป็นที่ครีมกันแดดหน้าที่มักจะติดที่คอปกเสื้อ

– ผิวแพ้ง่ายขึ้น เกิดการระคายเคือง หรือมีรอยแดงที่ผิว

– กระตุ้นให้เกิดสิวได้ ครีมกันแดดหน้าบางตัวมีสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้

– บางยี่ห้อล้างออกยาก โดยเฉพาะครีมกันแดดหน้าที่ต้องใช้น้ำยาลบเครื่องสำอางก่อน จึงจะตามด้วยการล้างหน้าด้วยโฟม

– ครีมกันแดดหน้ามีราคาที่สูง และมีปริมาณน้อยจึงต้องซื้ออยู่บ่อย ๆ

 

อย่างไรก็ตามเพื่อผิวหน้าและผิวกายที่มีสุขภาพดีการทาครีมกันแดด และหลีกเลี่ยงการโดนแสงนั้นยังคงสำคัญที่สุด แม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ก็เป็นค่าสุขภาพผิว แถมครีมกันแดดบางตัวนั้นมีคุณสมบัติในการบำรุงผิวอีกด้วย เช่น ผสมวิตามินอี และวิตามินซีลงไป ปัจจุบันนี้มีครีมกันแดดให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อ คุณสามารถเลือกเอาตามความสะดวกและความต้องการได้เลย และสุดท้ายนี้ขอให้คุณมีผิวที่เนียนใส สุขภาพดี แลดูอ่อนวัย พร้อมรับกับทุกสภาพอากาศกันทุกคน