สิวอักเสบ ดูแลรักษาและป้องกันอย่างไร

การเป็นสิวอักเสบขึ้นมาแต่ละครั้ง คงเป็นเรื่องสุดเซ็งของใครหลายคนเพราะนอกจากจะเจ็บแล้ว เมื่อหายก็ยังทิ้งรอยให้ขุ่นเคืองใจ แต่งหน้าก็ไม่สนุก เพราะสิวเจ้ากรรมนั้นปกปิดยากเหลือเกิน แม้จะใช้คอนซีลเลอร์ที่ดีที่สุดก็ยังเห็นรอยนูนขึ้นมาจากผิวอยู่ดี แถมยิ่งแต่งหน้ายิ่งอุดตัน สิวก็ยิ่งลาม หายยากขึ้นไปอีก  ช่างเป็นปัญหาที่กวนใจจริง ๆ วันนี้เราจะมาชำแหละต้นเหตุของการเกิดสิว รวมถึงบอกวิธีป้องกัน และรักษาสิวอักเสบตัวร้ายกัน

สิวอักเสบนั้นเกิดจากการอุดตันของไขมันที่บริเวณท่อส่งไขมันใต้ผิวหนัง และมีเชื้อแบคทีเรียเข้าไปร่วมด้วยจึงเกิดการอักเสบตามมา

สิวอักเสบ มี 4 ชนิด

  1. สิวอักเสบแดงเป็นไต (Papule)  หัวสิวเป็นไตค่อนข้างแข็ง เมื่อจับดูจะเจ็บเล็กน้อย เกิดจากการอักเสบที่ผิวหนังชั้นบน
  2. สิวอักเสบหัวหนองขนาดเล็ก (Pustule)  ลักษณะสิวเป็นไตสีแดง มีหัวเป็นหนองขนาดเล็กอยู่ตรงกลาง มีอาการเจ็บเล็กน้อย เกิดจากการอักเสบที่ผิวหนังชั้นบน มีเม็ดเลือดขาวจำนวนมาก จึงทำให้เป็นหนอง
  3. สิวอักเสบหัวหนองขนาดใหญ่ (Nodule)  มีหนองกินพื้นที่ค่อนข้างกว้างกว่าสิวทั่วไป ลึกลงไปในผิวชั้นล่าง มีอาการแดง และปวดมาก เนื่องจากอยู่ลึกและมีขนาดใหญ่จึงมีเม็ดเลือดขาวเยอะไปด้วย จึงเป็นหนองอยู่ใต้ผิวหนัง ตัวสิวจะค่อนข้างนิ่ม
  4. สิวอักเสบถุงหนอง (Cyst)  เป็นก้อนขนาดใหญ่มีหนองอยู่ภายใน บวมแดงและเจ็บมาก ลักษณะเป็นก้อนแข็ง ๆ เนื่องจากมีการสร้างผิวหนังมาหุ้มหนองไว้ทำให้กลายเป็นถุงน้ำ เกิดจากการอีกเสบในชั้นลึกถึงหนังแท้ แต่มีการอักเสบที่รุนแรงกว่า และเมื่อหายแล้ว อาจเป็นรอยดำ รอยแดง แผลเป็นนูน หรือหลุมสิวสิวอักเสบ ดูแลรักษาและป้องกันอย่างไร 1

สาเหตุที่ทำให้เกิดสิวอักเสบ

ปกติร่างกายเราจะมีต่อมใต้ผิวหนังคอยผลิตน้ำมันมาหล่อเลี้ยงผิวให้ชุ่มชื้น แต่ในกรณีที่ผิวขาดสมดุลนั้นต่อมไขมันนี้จะผลิตไขมันมากเกินไป จึงมาอุดตันที่ปลายท่อของต่อมไขมันที่อยู่บนผิวหน้าของเรา กลายเป็นสิวอุดตัน และพอเจอเข้ากับ สารที่ผลิตโดยแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว (Propionibacterium Acnes หรือ P.Acne) ก็จะพัฒนากลายเป็นสิวอักเสบในที่สุด โดยการที่เกิดสิวเป็นเม็ด ๆ นั้นคือการที่เซลล์ระบบคุ้มกันของเราจะห่อหุ้มสิ่งที่แปลกปลอมเอาไว้ จนเกิดเป็นก้อนใต้ชั้นผิวหนัง โดยจะมีปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้เกิดสิวดังนี้

  • สารก่ออาการอักเสบ ที่ถูกผลิตขึ้นภายในเยื่อบุเซลล์ ต่อมไขมัน หรือในระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย
  • ภาวะภูมิต้านทานไว หรือปฏิกิริยาที่มากเกินไปของภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองต่อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว
  • ระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนที่เพิ่มมากขึ้น (Testosterone) พบมากในวัยรุ่น
  • กรรมพันธุ์ หากมีพ่อหรือแม่ที่เป็นสิวก็เป็นไปได้สูงว่าลูกก็อาจจะเป็นสิวเช่นกัน
  • มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนช่วงมีประจำเดือนหรือตั้งครรภ์
  • การอุดตันจากการที่ล้างหน้าไม่สะอาด ใช้เครื่องสำอางที่คุณภาพต่ำ
  • การใช้ยารักษาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์
  • การสูบบุหรี่ อาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดสิว โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมาก

การสังเกตสิวอักเสบ

  • ระดับเล็กน้อย   เป็นสิวที่พบได้ทั่วไปไม่อักเสบ มีหนองไม่มาก เช่น สิวหัวขาว สิวหัวดำ สิวผด
  • ระดับปานกลาง   เกิดหลายจุดบนใบหน้า หรืออาจจะทั่วใบหน้า มีตุ่มแดงและหนองจำนวนมาก
  • ระดับค่อนข้างรุนแรง   เกิดหลายจุดบนใบหน้า หรืออาจจะทั่วใบหน้า มีจำนวนมาก เป็นสิวตุ่มแดง ปะปนกับสิวหนอง ลึกบ้างไม่ลึกบ้าง
  • ระดับรุนแรง   มีบริเวณกว้างอาจจะทั่วใบหน้า เป็นสิวหนองที่มีก้อนลึกที่เกิดจากการอักเสบ มีความเจ็บระบมมากบริเวณที่เป็นสิว

การรักษาสิวอักเสบ

เมื่อเป็นสิวไม่รุนแรงมากอาจจะรักษาด้วยตัวเองได้ โดยการใช้ยาทาแต้มสิวที่มีขายที่ร้านขายยาทั่วไป โดยมีเภสัชกรที่มีใบอนุญาตถูกต้องให้คำแนะนำ แต่ถ้าหากใช้ยาเหล่านั้นแล้ว อาการยังไม่ทุเลาลงหรือมีแนวโน้มเป็นมากขึ้น ก็ควรปรึกษาแพทย์ ตัวอย่างยาที่ใช้รักษาสิวอักเสบ มีดังนี้

  • สิวอักเสบระดับไม่รุนแรง ไปจนถึง ระดับปานกลาง

                   – ยาเรตินอยด์ เป็นยาที่ใช้เฉพาะจุดที่เป็นสิวมีรูปแบบเป็นครีมหรือเจล ออกฤทธิ์ค่อนข้างแรง เพื่อสลายการอุดตันของผิว

                   – ยาปฏิชีวนะ รับประทานเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของการเกิดสิว

                   – ยาคุมกำเนิด ยาคุมกำเนิดเป็นยาที่ช่วยปรับฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งมีผลข้างเคียงที่ช่วยให้สิวลดน้อยลงหรืออาจจะไม่เป็นสิวเลย

  • สิวอักเสบระดับรุนแรง ไปจนถึง สิวซีสต์

                   – ยาไอโซเตรติโนอิน เป็นยาของกรดวิตามินเออย่างหนึ่ง ช่วยลดการผลิตไขมันของต่อไขมันใต้ผิวหนัง ป้องกันการอุดตัน และลดปริมาณแบคทีเรีย

นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติ ลดอาการบวมแดงที่เกิดจากสิว ข้อควรระวัง ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์

                  – รักษาด้วยเลเซอร์ การรักษาด้วยวิธีนี้แพทย์จะทาตัวยาบนผิวหนังที่เป็นสิว แล้วยิงเลเซอร์ เพื่อเร่งปฏิกิริยาให้ยาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้นในบริเวณนั้น ๆ พร้อม ๆ กันนั้นจะช่วยลดการทำงานของต่อมไขมันด้วยสิวอักเสบ ดูแลรักษาและป้องกันอย่างไร 2

                  – การฉีดสเตียรอยด์ ใช้ในกรณีที่สิวเป็นก้อนลึกและสิวซีสต์ ตัวสิวจะค่อย ๆ ยุบโดยไม่ต้องบีบออกมา มีผลข้างเคียงคือ อาจทำให้ผิวบาง

                  – การผ่าตัด หากสิวซีสต์ไม่ตอบสนองต่อวิธีการรักษาใด ๆ เลย แพทย์อาจจะต้องผ่าตัด เพื่อนำสิ่งอุดตันภายในออกมาให้หมด

                  – การปรับฮอร์โมน บางคนนั้นเป็นสิวแบบเป็น ๆ หาย ๆ อาจเกิดจากการที่ระดับฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง โดยแพทย์จะแนะนำให้ทานยาคุมกำเนิดหรือยาต้านฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งจะช่วยปรับระดับฮอร์โมนให้มีปริมาณพอดี

                  – การผลัดเซลล์ผิว การใช้กรดซาลิเซลิกเพื่อขัดลอกผิวชั้นนอก ลดการอุดตันของน้ำมันและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว โดยจะมีประสิทธิภาพในการรักษาสูงเมื่อใช้ร่วมกับวิธีการรักษาอื่น ๆ โดยที่ต้องอยู่ภายใต้การแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพราะไม่สามารถรักษาด้วยวิธีนี้ร่วมกับการใช้ยาบางตัวได้

การป้องกันการเกิดสิวอักเสบ

  1. ควรล้างหน้าให้สะอาดไม่ควรเกินวันละ 2 ครั้งเพื่อป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื้น และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวหากมีผิวแห้งไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ลดความมัน ในขณะเดียวกันถ้ามีผิวมันหรือผิวผสม ให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ลดความมันและให้ความชุ่มชื้นสิวอักเสบ ดูแลรักษาและป้องกันอย่างไร 3
  2. ใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ควบคุมความมันบนใบหน้าได้ดี และยังคงความชุ่มชื้นแก่ผิวไม่คุมมันมากเกินไปจนผิวแห้ง โดยต้องเป็นยี่ห้อที่มีมาตรฐาน ควรเลือกใช้ประเภทที่มีสัญลักษณ์ระบุบนฉลากว่า ไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน (Non-Comedogenics)
  3. ควรอาบน้ำทันทีหลังจากมีกิจกรรมที่ทำให้มีเหงื่อออกมาก เช่น ออกกำลังกาย ซาวน่า หรือกลับจากการไปเดินกลางแจ้ง
  4. เลือกยาสระผมที่ไม่มีส่วนประกอบของน้ำมัน เพราะอาจเกิดการอุดตัน จนทำให้เกิดสิวอักเสบได้
  5. ในช่วงขณะที่เป็นสิว ควรหลีกเลี่ยงการแต่งหน้า หรือพักไว้ก่อน เพราะการแต่งหน้านั้นจะยิ่งเพิ่มโอกาสอุดตันให้ผิว แม้เราจะคิดว่าล้างออกได้ดีแค่ไหน แต่ในระหว่างวันที่เราแต่งหน้าอยู่นั้นก็อาจจะเกิดการอุดตันไปแล้ว
  6. สวมใส่เครื่องแต่งกายที่เบาสบาย ไม่ร้อน ระบายอากาศได้ดี แห้งง่ายหากมีเหงื่อออก และไม่ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ ที่เพิ่มโอกาสอับชื้น และเก็บความร้อนให้ร่างกาย
  7. หลีกเลี่ยงแสงแดด หรือสวมใส่เครื่องแต่งกายปกปิดผิว เนื่องจากแสงแดดอาจกระตุ้นกระบวนการอักเสบ ทำให้ผิวคล้ำเสีย และอาจส่งผลต่อยารักษาบางชนิดที่ใช้อยู่ จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดดจ้าหรือได้รับแสงแดดเป็นเวลานาน ๆ
  8. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต
  9. การรักษาสิวนั้นต้องใช้เวลารักษาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 2 เดือน ไม่ควรใจร้อน และปฏิบัติตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  10. ไม่บีบสิว หรือสัมผัสผิวบริเวณที่เป็นสิว เพราะจะเพิ่มโอกาสในการเกิดสิวเพิ่มขึ้นมาอีก และเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือเกิดรอยแผลเป็นบนผิวหนังด้วย ไม่แคะ แกะ เกา หรือสัมผัสหน้าโดยตรง ไม่ควรบีบสิวเอง เพราะจะยิ่งเพิ่มโอกาสให้เชื้อโรคลามไปเกิดสิวที่บริเวณข้างเคียง
  11. ซักเครื่องนอน เครื่องนุ่งห่ม ผ้าเช็ดตัว บ่อย ๆ ไม่ปล่อยหมักหมมให้เป็นแหล่งเกิดเชื้อโรค
  12. ไม่สูบบุหรี่ ถ้าสูบอยู่ก็เลิกซะ เพราะทำให้ผิวเสีย หน้าแก่เร็ว เกิดการสะสมการพิษในร่างกาย

 

อ่านบทความ Hifu