เป็นสิวหัวช้างทำอย่างไรดี อย่าเพิ่งตกใจเรามีวิธีแก้

สิวหัวช้างแค่ชื่อก็ดูยิ่งใหญ่อลังการ แต่ไม่เพียงแค่ชื่อเท่านั้น เมื่อเราเป็นสิวหัวช้างต้องรักษาให้ถูกวิธี ไม่เช่นนั้นก็จะยิ่งลุกลามและรุนแรงกว่าเดิม เพราะในสิวหัวช้างหนึ่งเม็ดนั้นบางทีก็ประกอบมาจากสิวหลาย ๆ ชนิดรวมกัน สำหรับใครที่กำลังเป็นสิวหัวช้างแล้วกังวลอยู่ในขณะนี้ เรามีวิธีการรักษามาแนะนำกัน และวิธีปฏิบัติตัวหลังจากที่สิวหายแล้วนั้นก็สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากถ้าเรามีพฤติกรรมแบบเดิมก็จะทำให้กลับมาเป็นสิวซ้ำซากได้ คงไม่มีใครที่สนุกกับการเป็นสิวแน่นอน ดังนั้นเราไปรู้จักสิวหัวช้างกันเถอะ

สิวหัวช้าง (Acne Conglobata)

เป็นสิวอักเสบชนิดหนึ่งที่มีความรุนแรงมาก ลักษณะเป็นตุ่มบวมแดงขนาดใหญ่ เมื่อกดโดนแล้วเป็นไตแข็ง ๆ และรู้สึกเจ็บเนื่องจากมีการอักเสบมาก โดยในสิวหัวช้างเม็ดหนึ่งสามารถพบสิว 2-3 หัวสิวหรือมากกว่านั้นรวมกันอยู่ หรือบางกรณีก็ไม่มีหัวสิว ส่วนมากจะพบในบริเวณที่มีความมันมาก ๆ เช่น ช่วงทีโซน (หน้าผาก จมูก คาง) หรือช่วงหน้าอกและหลัง สิวหัวช้างนั้นหายได้ยาก และยิ่งใช้มีบีบให้หนองออกมาบางทีก็ยิ่งไม่หาย และเกิดเป็นหลุมสิวหรือรอยแผลเป็นที่มีขนาดใหญ่ได้เป็นสิวหัวช้างทำอย่างไรดี อย่าเพิ่งตกใจเรามีวิธีแก้ 1

สาเหตุการเกิดสิวหัวช้าง

สิวหัวช้างแม้จะมีความรุนแรงมากกว่าสิวทุกประเภท แต่ก็มักจะมีสาเหตุการเกิดสิวเหมือนกับสิวประเภทอื่น ๆ โดยมีปัจจัยการเกิดสิวได้หลายปัจจัยดังนี้

  1. ฮอร์โมน

ฮอร์โมนที่มีผลทำให้เกิดการเป็นสิวมากที่สุดคือฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน Testosterone หรือฮอร์โมนเพศชาย หากมีฮอร์โมนชนิดนี้ปริมาณมากในเพศหญิงจะทำให้เกิดผลกระทบดังนี้ ทำให้เกิดสิว มีบุตรยาก หัวล้าน และประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือขาดประจำเดือน แต่ถ้าหากขาดฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน ก็จะทำให้มีปัญหาในการมีบุตร กระดูกเปราะ และมีอารมณ์ทางเพศลดลงเช่นกัน

ฮอร์โมนอีกตัวหนึ่งคือ ฮอร์โมน DHEAs (Dehydroepiandrosterone sulfate) ที่สร้างขึ้นจากต่อมหมวกไตเป็นฮอร์โมนเริ่มต้นที่มีมากที่สุดในร่างกาย เป็นสารตั้งต้นในการสร้างฮอร์โมนกลุ่มสเตียรอยด์ ที่มีบทบาทในการเจริญเติบโตของร่างกาย โดยจะสังเกตได้ว่าผู้ชายวัยรุ่นมักจะเป็นสิวอักเสบและสิวหัวช้างได้มากกว่า เพราะมีฮอร์โมนชนิดนี้มากกว่านั้นเอง

  1. กรรมพันธุ์

หากมีพ่อหรือแม่ที่เคยเป็นสิวชนิดต่าง ๆ และสิวหัวช้างมาก่อน ก็มีโอกาสที่รุ่นลูกนั้นจะเป็นสิวด้วยเช่นกัน โดยมีโอกาสประมาณ 25% สิวกรรมพันธุ์นั้นไม่ใช่การที่จะส่งผ่านเชื้อสิวรุ่นสู่รุ่น แต่เป็นการส่งต่อกรรมพันทางกายภาพ เช่น หากรุ่นพ่อแม่ มีรูขุมขนกว้าง หน้ามัน สาเหตุเหล่านี้เองที่ทำให้มีแนวโน้มเกิดสิวหัวช้างได้ง่ายและจะส่งต่อลักษณะผิวแบบนั้นมาที่รุ่นลูกด้วย

  1. ความมัน

ความมันบนใบหน้านั้นเกิดจากต่อมผลิตน้ำมันใต้ผิวหนังทำงานมากเกินไป เนื่องจากผิวแห้งขาดน้ำ จึงผลิตน้ำมันและส่งไปตามท่อใต้ผิวหนังเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหน้าชั้นบน และน้ำมันเหล่านั้นบางทีก็ระบายไม่ทันจึงเกิดการอุดตันที่บริเวณปากท่อของท่อส่งน้ำมันใต้ผิว เกิดเป็นก้อน และหากมีแบคทีเรียที่ชื่อ P.Acne อยู่บริเวณที่เกิดการอุดตันด้วยนั้น ก็จะเกิดการอักเสบขึ้นมาได้ ซึ่งระยะแรก ๆ นั้นอาจจะเป็นสิวอักเสบตุ่มเล็ก ๆ แต่เมื่อมีการติดเชื้อในบริเวณเดิมมาก ๆ เข้าก็อาจจะกลายเป็นสิวหัวช้าง

  1. ดื่มน้ำน้อยและพักผ่อนไม่เพียงพอ

หากดื่มน้ำน้อยจะทำให้ผิวแห้งขาดความชุ่มชื่น ซึ่งก็จะกลายเป็นต้นเหตุให้ผิวผลิตน้ำมันมาทดแทน และการพักผ่อนไม่เพียงพอนั้น ทำให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้ไม่ดีพอ รวมถึงทำให้เกิดภาวะเครียดไม่รู้ตัวอีกด้วย เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดสิวทั้งสิ้นเป็นสิวหัวช้างทำอย่างไรดี อย่าเพิ่งตกใจเรามีวิธีแก้ 2

สังเกตอย่างไรถ้าเป็นสิวหัวช้าง

อันดับแรกเลยคือจะรู้สึกคันบริเวณรอบสิว และเวลากดจะเจ็บเล็กน้อย หลังจากนั้นสองสามวันตุ่มบวมแดงจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เวลากดโดนก็จะเจ็บกว่าเดิม บางที่อาจมีหัวสิวหรือไม่มีก็ได้

เป็นสิวหัวช้างแล้วควรบีบหรือไม่

คำตอบคือไม่ควรบีบเพราะสิวหัวช้างจะหายได้เอง กรณีที่บีบถ้าเครื่องมือไม่สะอาดยิ่งบีบก็จะยิ่งอักเสบมากขึ้น และจะเกิดหลุมสิวและรอยแผลเป็นขนาดใหญ่อีกด้วย เนื่องจากหนองนั้นกินเนื้อเข้าไป และผิวหนังสร้างผังพืดขึ้นมาคลุมหนองอีกที

บีบสิวหัวช้างอย่างไร

ในกรณีที่สิวหัวช้างสุกจนมีหนองที่สามารถบีบออกได้ มีวิธีกำจัดหนองดังนี้

  • ล้างมือและใส่ถุงมืออนามัย
  • นำอุปกรณ์กดสิวที่ด้านนึงมีปลายแหลม อีกด้านหนึ่งเป็นห่วงกลม ๆ มาล้างด้วยแอลกอฮอล์ให้สะอาด
  • ใช้ด้านแหลมเจาะที่หัวสิวให้แตกออก
  • ค่อย ๆ ใช้มือกดเบา ห้ามบีบ ปล่อยให้หนองค่อย ๆ ไหลออกมา
  • จากนั้นใช้สำลีชุบน้ำเกลือทำความสะอาดแผล
  • ทายาแต้มสิว เพื่อฆ่าเชื้อสิวบนแผล

หมายเหตุ หากไม่มีหัวสิวให้ใช้เพียงเจลแต้มสิวทาบริเวณที่เป็นสิว และทำความสะอาดใบหน้าให้สะอาด สิวจะค่อย ๆ ยุบไปเอง

วิธีการรักษาสิวหัวช้าง

การรักษาสิวหัวช้างมีหลายวิธี ซึ่งส่วนมากนั้นจะอาศัยยาทาภายนอก แต่ละคนนั้นก็จะมีวิธีที่แตกต่างกันไปโดยระยะเวลาที่ใช้ในการรักษานั้นอยู่ที่ประมาณ 3-7 วัน

  1. ล้างหน้าให้สะอาด ควรล้างหน้าวันละไม่เกิน 2 ครั้งเพื่อไม่ให้หน้าแห้งเกินไป และใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวหน้าหรืออาจเลือกใช้โฟมล้างหน้าสูตรลดสิวเป็นสิวหัวช้างทำอย่างไรดี อย่าเพิ่งตกใจเรามีวิธีแก้ 3
  2. ใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิว

กลุ่มผลิตภัณฑ์รักษาสิวนั้นแบ่งออกเป็น 4 ชนิดใหญ่ ๆ ได้แก่

      • กลุ่มยา Benzoyl Peroxide  คุณสมบัติในการช่วยละลายหัวสิว ลดการอุดตัน ลดการติดเชื้อ และช่วยให้ผลัดเซลล์ผิวได้รวดเร็วขึ้น ข้อควรระวังคือไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน เนื่องจากตัวยาออกฤทธิ์ที่ทำให้ผิวบาง เวลาทาจะรู้สึกคันยิบ ๆ เล็กน้อย และควรหลีกเลี่ยงแสดงแดดเมื่อใช้ยาตัวนี้
      • ยาเรตินอยด์  เป็นยาที่ใช้เฉพาะจุดที่เป็นสิวมีรูปแบบเป็นครีมหรือเจล ออกฤทธิ์ค่อนข้างแรง เพื่อสลายการอุดตันของผิว มีคุณสมบัติช่วยลดการขับน้ำมัน ลดการอุดตัน และลดการอักเสบของสิวได้ดี ห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์
      • ยาปฏิชีวนะ  ทั้งแบบทาและแบบรับประทาน ใช้เพื่อลดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของการเกิดสิว สามารถลดการอักเสบได้ ไม่ควรใช้บ่อยเพราะอาจเกิดการดื้อยา
      • กลุ่มยาปรับฮอร์โมน  ยบงคนนั้นเป็นสิวแบบเป็น ๆ หาย ๆ อาจเกิดจากการที่ระดับฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง โดยแพทย์จะแนะนำให้ทานยาคุมกำเนิดหรือยาต้านฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งจะช่วยปรับระดับฮอร์โมนให้มีปริมาณพอดี มีผลข้างเคียง อาทิ น้ำหนักตัวเพิ่ม ปวดศีรษะ ปัสสาวะบ่อย หากมีโรคหัวใจควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา
  1. ใช้ตำรับไทย สามารถใช้ดินสอพองหรือผงพิเศษตราร่มชูชีพ ทาที่บริเวณที่เป็นสิว แป้งจะสามารถดูดหนองออกได้
  2. ดื่มน้ำให้เพียงพอทานอาหารที่มีประโยชน์ การดื่มน้ำนั้นมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างมาก หากดื่มน้ำไม่เพียงผิวก็จะผลิตน้ำมันมาให้ความชุ่มชื้นแทน ซึ่งทำให้มีโอกาสทำให้เกิดการอุดตันเช่นกัน นอกจากนั้นควรทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และลดการทานน้ำตาลลง เพราะกลูโคสนั้นเป็นวัตถุดิบของการเกิดสิวชั้นดี
  3. รักษาความสะอาด ซักวัสดุที่สัมผัสกับหน้าบ่อย ๆ เช่น ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอน เพิ่มลดแบคทีเรียสะสม เพราะบางทีเราเป็นสิวจะหายอยู่แล้วแต่ไปนอนบนหมอนใบเดิมที่ไม่ได้ซักมาเป็นอาทิตย์ เชื้อสิวที่ปลอกหมอนก็อาจทำให้กลับมาเป็นสิวอีกครั้ง
  4. ไปพบแพทย์ หากไม่อยากรักษาด้วยตัวเองสามารถไปที่คลินิกให้แพทย์ดูอาการให้จะดีที่สุด เพราะแพทย์จะสามารถตรวจและหาวิธีรักษาที่เหมาะสมได้ดีกว่าเรารักษาเอง เชื่อหมอเถอะเพราะหมอเรียนมา

 

เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กน้อยก็หน้าใส ห่างไกลสิวแล้ว และหวังว่าทุกคนที่อ่านบทความนี้จะไม่กลับมาเป็นสิวอีก หรือหากเป็นสิวก็สามารถจัดการเองได้อยู่หมัดนะ นอกจากหายเป็นสิวแล้วอย่าลืมดูแลร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรงกันด้วยล่ะ