สิวหินเกิดจากอะไร รักษาได้หรือไม่

เคยเช็ดเครื่องสำอางแล้วสังเกตเห็นสิวแข็ง ๆ บริเวณรอบดวงตาหรือไม่ โดยที่สิวนั้นไม่มีหนอง ไม่รู้สึกเจ็บ แต่รู้สึกว่าเป็นตุ่ม ๆ น่ารำคาญ ยิ่งโดยเฉพาะเวลาที่สาว ๆ จะเขียนอายไลเนอร์แล้วล่ะก็จะยิ่งสังเกตเห็นเจ้าตุ่มนี้ได้ง่าย ๆ สิวลักษณะแบบนี้มีชื่อเรียกว่าสิวหิน หรือสิวข้าวสารนั่นเอง สำหรับผู้ที่แต่งหน้าบ่อย ๆ คงมีไม่น้อยที่จะประสบปัญหาเช่นนี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วสิวหินนั้นไม่ได้อันตรายแต่อย่างใด เพียงแค่สร้างความรำคาญและมองเห็นง่ายเวลาหน้าสดเท่านั้น เพราะมีสีขาวหรือสีเหลือจนมองเห็นชัด สิวหินนั้นไม่ได้เจาะจงขึ้นที่บริเวณเปลือกตาอย่างเดียว บางครั้งเราก็สามารถเป็นที่บริเวณอื่นของใบหน้าได้เช่นกัน เช่น ร่องพับจมูก ใต้โหนกคิ้ว แก้ม และสันกราม สาว ๆ ที่รักความเป๊ะเวลาหน้าสด ก็คงอยากจะหาวิธีกำจัดสิวหินนี้ออกไป วันนี้เรามีบทความดี ๆ เกี่ยวกับวิธีรักษาและป้องกันสิวหินด้วยตนเองมาฝาก ติดตามได้ในบทความนี้เลย

สาเหตุของการเกิดสิวหิน

สิวหินหรือสิวข้าวสารนั้น เป็นสิวที่มีลักษณะตื้นและแข็ง มีขนาดประมาณ 1-2 มิลลิเมตร หัวสิวจะมีตุ่มขาว ๆ และพบว่าในบางรายอาจมีอาการคันร่วมด้วย ปัจจุบันนั้นยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่าสิวหินนั้นเกิดจากอะไร แต่มีข้อสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการอุดตันของเซลล์ผิวที่ตายไปแล้ว จากการศึกษาพบว่าสาเหตุของสิวหินนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละชนิด โดยมีประเภทดังนี้สิวหินเกิดจากอะไร รักษาได้หรือไม่ 1

  1. สิวหินในเด็กแรกเกิด  พบในเด็กแรกเกิดมากถึง 40-50 เปอร์เซ็นต์ โดยเชื่อกันว่าเกิดจากการที่ต่อมไขมันของทารกยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ส่วนมากจะพบได้บริเวณ ศีรษะ ใบหน้า จมูก ภายในปาก และช่วงบนของลำตัว และจะหายไปเองภายในไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด
  2. สิวหินในเด็กและผู้ใหญ่  สาเหตุเกิดจากเส้นใยเคราตินที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนังมากจนเกิดเป็นสิว โดยมากจะพบที่เปลือกตา หน้าผาก รอยพับจมูก หรืออวัยวะเพศ ซึ่งอาจมีระยะเวลาเป็นตั้งแต่ไม่กี่สัปดาห์หรือจนถึงนานหลายเดือน
  3. สิวหินสารชนิดแบนราบ  สิวชนิดนี้เป็นสิวหินที่เกิดจากการติดเชื้อ จนกลายเป็นปื้นที่ผิวหนังเป็นบริเวณกว้างมีขนาดหลายเซนติเมตร และเกี่ยวพันกับโรคผิวหนังบางโรคที่ยังหาสาเหตุไม่ได้อย่างชัดเจน ส่วนมากนั้นพบที่บริเวณ เปลือกตา แก้ม กราม หลังหู สามารถเป็นได้ทั้งเด็กเล็กไปจนถึงผู้ใหญ่ และมักจะพบมากในผู้หญิง
  4. สิวหินสารชนิดบาดแผล  สิวหินชนิดนี้เกิดขึ้นเมื่อผิวหนังได้รับบาดเจ็บ เช่น อักเสบ เป็นผื่น หรือพุพองจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก สิวชนิดนี้พบได้ในบริเวณทั่วไปของร่างกาย
  5. สิวหินชนิดแตกได้  สิวหินชนิดแตกได้นั้นเกิดขึ้นได้ยาก แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วมักจะใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนกว่าจะหาย โดยอาจมีอาการคันร่วมด้วย พบมากในบริเวณใบหน้า ลำตัวช่วงบน และแขน
  6. สิวหินที่เกิดจากยา  การใช้ยาบางชนิดอาจทำให้เกิดสิวข้าวสารได้ เช่น ยาไฮโดรควิโนน ยาฟลูออโรยูราซิล หรือครีมสเตียรอยด์ เป็นต้น
  7. การวินิจฉัยสิวข้าวสาร  สิวหินแต่ละชนิดนั้นมักมีลักษณะเฉพาะตัว แพทย์จึงสามารถสังเกตได้โดยไม่ต้องทำการทดสอบอื่นเพิ่มเติม แต่ในบางกรณีที่หาสาเหตุได้อยากแพทย์จะทำการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเพื่อไปวิเคราะห์ด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อหาสาเหตุที่แน่นอน

การรักษาสิวหินด้วนตนเอง

  • การรักษาด้วยการกดสิว เหมือนกับการกดสิวทั่วไปที่ใช้อุปกรณ์ไม้กดสิวในการช่วยกดสิวหินออกมาโดยที่ใช้หัวไม้ด้านที่เป็นเข็มจิ้มสะกิดหัวสิวก่อน ที่สำคัญก่อนที่จะกดสิวควรทำความสะอาดใบหน้า ล้างมือด้วยสบู่ และล้างทำความสะอาดไม้กดสิวด้วยแอลกอฮอล์ก่อนไม้กดสิว
  • การรักษาด้วยปูนแดง เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้ผลดีและใช้กันมานาน โดยวิธีการคือนำปูนแดงมาผสมกับน้ำและทาที่บริเวณข้อพับเพื่อทดสอบอาการแพ้ เมื่อทดสอบมั่นใจแล้วว่าไม่เกิดอาการแพ้ ก็ให้ป้ายปูนแดงลงไปในบริเวณที่เป็นสิวหินทิ้งเอาไว้ ทำวันละ 1-2 ครั้ง สิวหินจะค่อย ๆ หลุดออกไปเอง โดยไม่ต้องกดหรือบีบ แต่ห้ามแคะ แกะ เกา โดยเด็ดขาด
  • การรักษาด้วยครีมที่ผสมเรตินอยด์ สามารถใช้ครีมที่มีส่วนผสมของเรตินอยด์หรือกรดวิตามินเอ มาแต้มลงในบริเวณที่เป็นสิวหิน ใช้ต่อเนื่องเป็นประจำ สิวหินจะค่อย ๆ หลุดออกมาเอง วิธีนี้ห้ามใช้ในบริเวณรอบดวงตาและใช้เวลาในการรักษานานพอสมควร
  • รักษาด้วยเลเซอร์ ปัจจุบันมีเลเซอร์มากมายหลายแบบให้เลือกใช้บริการ โดยควรเลือกเครื่องและราคาตามกำลังทรัพย์ โดยมากแล้วนั้นเลเซอร์ที่จะใช้กำจัดหัวสินนั้นนิยมใช้ IPL และ YAG ที่ให้ผลดีและผลข้างเคียงน้อยสิวหินเกิดจากอะไร รักษาได้หรือไม่ 2
  • การรักษาโดยการผลัดเซลล์ผิว การรักษาแบบผลัดเซลล์ผิวนั้นมีทั้งวิธีธรรมชาติ และแบบใช้ยาช่วย โดยสามารถเลือกเอาตามความเหมาะสมได้เลย หากเป็นแบบธรรมชาติก็สามารถใช้ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเช่นน้ำมะนาวหรือน้ำมะขามได้ หรือจะเป็นการสครับผิวด้วยน้ำผึ้งผสมน้ำตาลมาขัดเบา ๆ บริเวณใบหน้าก็ได้ ส่วนด้านการใช้ยานั้นแนะนำให้ใช้ยาที่มีส่วนผสมของ AHA BHA ที่เป็นกรดผลไม้ เพราะมีความสามารถในการผลัดเซลล์ผิวเช่นเดียวกัน

วิธีป้องกันการเกิดสิวหิน

ในปัจจุบันนั้นยังไม่สามารถทราบสาเหตุในการเกิดสิวหินอย่างชัดเจน โดยสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการล้างหน้าไม่สะอาดจนเกิดสิ่งตกค้าง และการโดนแดดเป็นเวลานาน ๆ ทำให้ผิวหนาและผลัดเซลล์ผิวได้ยาก และการเป็นแผล แม้จะยังไม่รู้สาเหตุที่ชัดเจน แต่เราก็ยังพอมีวิธีป้องกันไม่ให้สิวหินเกิดขึ้นมาได้ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่ไม่มีมาตรฐาน หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เสี่ยงต่อการอุดตันรูขุมขน เครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐานนั้นจะมีสารเคมีที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวหน้า หรือการใช้สารเคมีที่ไม่ได้รับอนุญาตเพื่อลดต้นทุน จึงสามารถทำให้เกิดการระคายเคืองและอุดตันจนกลายเป็นสิวหินได้
  2. ครีมบำรุงรอบดวงตา เช่นกันกับเครื่องสำอางที่ต้องเลือกยี่ห้อที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง และไม่ทำให้ระคายเคืองต่อดวงตา
  3. ทาครีมกันแดดเนื้อบางเบาที่ไม่มีส่วนประกอบของน้ำหอมหรือน้ำมัน เพื่อลดการเกิดสิวหิน และการอุดตัน โดยแนะนำว่าควรเลือกครีมกันแดดที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ ที่ประกอบด้วยสาร Titanium dioxide หรือ Zinc oxide ที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิว
  4. ไม่แต่งหน้าหนาจนเกินไปเพราะจะทำให้เกิดการอุดตันขึ้นมาได้ ยิ่งเวลาที่ไปเจออากาศร้อน การแต่งหน้าหนา ๆ นั้นจะเสี่ยงต่อการอุดตันจนเกิดการเป็นสิวอย่างมาก
  5. ทำความสะอาดใบหน้า เช็ดล้างเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกให้หมดจดอยู่เสมอ โดยเฉพาะรอบดวงตาที่เกิดสิวหินได้ง่ายควรใช้รีมูฟเวอร์ หรือน้ำยาเช็ดเครื่องสำอางรอบด้วยตาโดยเฉพาะ เพราะว่าเรามักจะแต่งหน้าและใช้สีสันมากเป็นพิเศษที่บริเวณเปลือกตา จึงมีโอกาสมากที่จะล้างออกไม่หมด ไม่สะอาด โดยการทำความสะอาดรอบดวงตานั้นต้องเบามือที่สุด ไม่ขยี้ตาหรือกดเปลือกตาแรง ๆ แนะนำให้ใช้นิ้วกลางและนิ้วนางในการเช็ดบริเวณรอบดวงตาซึ่งจะมีแรงกดที่น้อยกว่าการใช้นิ้วชี้สิวหินเกิดจากอะไร รักษาได้หรือไม่ 3

 

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าสิวหินนั้นไม่ได้มีอันตรายแต่อย่างใด นอกจากการสร้างความรำคาญและลดทอนความมั่นใจ แต่การที่เรารักษาให้หายขาด และมีใบหน้าที่เนียนใสอยู่เสมอย่อมดีกว่าอยู่แล้ว เพราะไม่ว่าจะหน้าสดหรือแต่งหน้า เราจะได้รู้สึกมั่นใจได้อย่างเต็มที่ แถมการรักษาสิวหินนั้นก็ไม่ได้อยากเย็นอะไร ไม่ได้รักษายากกว่าสิวชนิดอื่น ๆ เลย

เหนือสิ่งอื่นใดเราควรที่จะป้องกันการเกิดสิวหินมากกว่าการที่ต้องมาคอยรักษาตามหลัง ดังนั้นควรรักษาความสะอาดให้ดี ล้างหน้าอย่างเป็นประจำวันละ 1-2 ครั้ง เลือกใช้เครื่องสำอางที่มีคุณภาพ มียี่ห้อที่น่าเชื่อถือ หรือตรวจสอบมาตรฐานรับรองก่อนซื้อ ก่อนใช้ควรทดสอบอาการแพ้ก่อนที่จะใช้บริเวณรอบดวงตาสัก 6-12ชั่วโมง ทั้งนี้ควรใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับรอบดวงตาโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นครีมบำรุง หรือน้ำยาเช็ดเครื่องสำอางรอบดวงตา และระวังการเกิดบาดแผลต่าง ๆ ด้วย