ลบรอยแผลเป็นอย่างไรให้จางลงหรือหายขาด

รอยแผลเป็นเกิดได้จากอุบัติเหตุที่ทำให้ผิวหนังฉีกขาด เกิดรอยแผลที่ลึกและใหญ่จนเนื้อเยื่อผิวหนังที่ฉีกขาดไม่สามารถสมานแผลเองได้ ต้องทำการรักษาโดยการเย็บหรือกระบวนการรักษาอื่น ๆ เพื่อผสานแผล โดยจะเกิดรอยแผลเป็นหลังจากกระบวนการฟื้นฟูสภาพผิวหนังเพื่อมาทดแทนผิวหนังที่เสียไปแล้ว

ลบรอยแผลเป็นอย่างไรให้จางลงหรือหายขาด 1

ลักษณะของแผลเป็น

แผลเป็นนูน จะมีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะ  ซึ่งปัญหาที่เกิดหรือความเสี่ยงต่าง ๆ มีปัจจัยที่จะเกิดคล้ายกันทุกอย่างยกเว้นลักษณะของแผลเป็น  คือ แผลเป็นนูนหนากับแผลเป็นคีลอยด์

  1. แผลเป็นนูน (Hypertrophic) มีขนาดเท่ากับรอยแผลที่ฉีกขาด แต่จะนูนขึ้นมาจากบริเวณแผลเดิมเนื่องจากกระบวนการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่เพื่อปิดบังผิวหนังชั้นใน มีการสร้างที่มากเกินความจำเป็นทำให้เกิดแผลเป็นนูน
  2. แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid) มีลักษณะคล้ายเนื้องอกซึ่งจะนูนขึ้นมาจากแผลเดิม และอาจจะขยายขนาดใหญ่มากกว่าลอยแผลเป็นเดิม แต่เนื้องอกชนิดนี้ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่ไม่จางหายไปเอง ต้องหาวิธีรักษาเพื่อดูแลสุขภาพผิวหนังไม่ให้เกิดรอยแผลเป็นที่น่าเกลียด

วิธีการรักษา

ปัจจุบันมีวิธีการรักษาที่มากมายทั้งในรูปแบบของโรงพยาบาลรัฐบาล โรงพยาบาลเอกชน และคลินิกที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเป็นคนตรวจโรค รวมถึงคนงบน้อยก็มีวิธีการรักษาแบบธรรมชาติซึ่งให้ผลดีเช่นกัน  โดยส่วนใหญ่จะแบ่งวิธีการรักษาเป็น 2 แนวทางใหญ่ ๆ คือ รักษาแบบทางการแพทย์ และรักษาแบบธรรมชาติ

วิธีรักษาแบบทางการแพทย์

  1. ยาทารอยแผลเป็น (Topical products) ที่มีส่วนผสมของวิตามินอี, วิตามินเอ, วิตามินบี 3 จะช่วยเรื่องการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก ทำให้ลดลอยแผลเป็นนูนที่เห็นได้ชัดจางลงตามลำดับ แต่ควรรักษาควบคู่กับไปวิธีการรักษาอื่น ๆ ที่เข้ารับการรักษาจากแพทย์ผู้ชำนาญเรื่องผิวหนัง เพื่อให้เห็นผลอย่างชัดเจน
  2. แผ่นเจล (Silicone gel sheet) การใช้แผ่นเจลปิดบริเวณแผลเป็นสามารถช่วยให้แผลเป็นที่นูนแข็งจางลง เนื่องจากแผ่นเจลจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวหนัง ทำให้ผิวหนังที่เกิดรอยแผลเป็นได้รับการบำรุงรักษาอย่างตรงจุด
  3. สักผิว ในบางครั้งลอยแผลเป็นที่เรียบเนียนจะมีลักษณะสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอกัน อาจจะมีสีผิวที่เข้มกว่าปกติหรืออ่อนกว่าปกติขึ้นอยู่กับ สีผิวเดิมกับสีรอยแผลเป็น เมื่อต้องการให้สีผิวสม่ำเสมอกันแพทย์จะรักษาโดยสักสีผิวลงไปบริเวณแผลเป็น เพื่อให้มีสีผิวที่ใกล้เคียงกับสีผิวปกติมากที่สุด
  4. กรดผลไม้ (Chemical Peeling) การใช้กรดผลไม้เหมาะสำหรับรอยแผลเป็นที่มีขนาดเล็กหรือบางที่สุด แพทย์จะใช้กรดผลไม้เพื่อขจัดรอยแผลเป็นที่อยู่บนเซลล์ผิวขั้นนอก ซึ่งเป็นวิธีรักษาแผลเป็นที่ใกล้หายแล้ว
  5. ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Intra lesional corticosteroid) เป็นการฉีดสารเคมีบริเวณรอยแผลเป็นที่รักษาหายยาก ซึ่งจะช่วยลดรอยแผลเป็นให้นุ่มและจางลง ควรรักษากับแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น เพราะแพทย์จะมีวิธีการใช้สารเคมีที่ปลอดภัยต่อร่างกายและไม่ทำให้เกิดผลเสียอย่างอื่นตามมา
  6. ฟิลเลอร์ เหมาะสำหรับรอยแผลที่ลักษณะเป็นหลุม เนื่องจากการฉีดฟิลเลอร์จะช่วยเติมเต็มพื้นผิวที่ขาดหายไปให้ดูเอิบอิ่มมากขึ้น แต่การฉีดสารฟิลเลอร์ไม่สามารถเติมเต็มพื้นผิวได้อย่างถาวร สารเคมีจะค่อย ๆ ยุบตัวลงและหมดไปภายใน 6 เดือน ซึ่งสามารถฉีดใหม่ได้หลังจากสารฟิลเลอร์หมดไปจากร่างกาย
  7. การผ่าตัดรอยแผลเป็น เป็นวิธีรักษารอยแผลเป็นที่ครอบคลุมได้เกือบทุกลักษณะผิวหนัง แพทย์จะตัดแต่งรอยแผลเป็นบนผิวหนังตามลักษณะของแผลเป็นให้เล็กลง ซึ่งมีวิธีการที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับลักษณะและขนาดของรอยแผลเป็น แต่การผ่าตัดทุกครั้งควรเข้ารับการผ่าตัดกับแพทย์ที่เชี่ยวชาญเรื่องการผ่าตัดรอยแผลเป็นเท่านั้น เพื่อลดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายและผิวหนัง
  8. เลเซอร์ (Laser therapy) เป็นการรักษาโดยใช้ความร้อนเข้าทำลายรอยแผลเป็นให้มีขนาดที่เล็กลงตามลำดับ โดยแพทย์ส่วนใหญ่จะแนะนำให้รักษาควบควบคู่ไปกับการรักษาอื่น ๆ เพื่อให้ได้รับผลที่ดีที่สุด
  9. ไอพีแอล (Intense pulse light IPL) เป็นการรักษาเพื่อให้เซลล์ผิวที่ตายแล้ว เรียงตัวให้เป็นระเบียบมากขึ้นซึ่งจะทำให้รอยแผลเป็นจางลงได้ตามลำดับ แต่การรักษา IPL จะใช้เวลานานกว่าการรักษาประเภทอื่นและต้องรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ดี
  10. การฉายแสง (Radio therapy) เป็นการยับยั้งรอยแผลเป็นไม่ให้นูนเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถรักษาให้รอยแผลเป็นหายขาดได้ ควรรักษาควบคู่ไปวิธีอื่นเพื่อให้รอยแผลเป็นจางและหายไป
  11. ไนโตรเจนเหลว (Cryotherapy) เป็นการรักษาโดยใช้ความเย็นจี้บริเวณแผลเป็นให้เล็กและจางลง เหมาะสำหรับรอยแผลเป็นที่นูนแข็ง

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาใดที่จะรักษารอยแผลเป็นให้หายขาดได้แบบ 100% แต่หากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอย่างเหมาะสมจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รอยแผลเป็นก็สามารถหายขาดได้ ซึ่งการจะรักษาแผลเป็นจะขึ้นอยู่กับขนาดของแผล ตำแหน่งของแผล และวิธีการรักษา  โดยส่วนใหญ่แล้วแพทย์มักจะมีแนวทางการรักษาร่วมกับวิธีอื่น ๆ เพื่อให้ผลการรักษารอยแผลเป็นหายขาดได้

ลบรอยแผลเป็นอย่างไรให้จางลงหรือหายขาด 2

วิธีแบบธรรมชาติ

  1. ว่านหางจระเข้ เป็นสมุนไพรธรรมชาติที่ช่วยลบรอยแผลเป็นได้ดี เหมาะสำหรับรอยแผลเป็นที่เป็นแผลสดใหม่ โดยใช้เนื้อของว่านหางจระเข้ปิดเข้ากับแผลสดปล่อยทิ้งไว้จนแห้ง จะช่วยลดอาการอักเสบของแผล อาการแสบร้อน เป็นวิธีรักษาเบื้องต้นให้แผลมีลักษณะที่ดีและสามารถทำการรักษาต่อได้ง่าย
  2. น้ำมะนาว คุณประโยชน์ของน้ำมะนาวจะช่วยกัดกร่อนเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก หากนำไปทาไว้ที่รอยแผลเป็นทิ้งไว้ประมาน 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นจะช่วยให้แผลเป็นค่อย ๆ ปรับสภาพดีขึ้น
  3. น้ำส้มสายชู มีคุณสมบัติช่วยลบเลือนรอยแผลที่แห้งแล้ว เพียงนำมาทาทิ้งไว้บริเวณรอยแผลเป็น 20-30 นาทีแล้วล้างออกจะทำให้แผลเป็นนุ่มขึ้นตามลำดับ
  4. กระเทียม ประโยชน์ของกระเทียมมีหน้าที่ป้องกันเชื่อโรค ช่วยลดการอักเสบของแผลได้ดี เพียงนำกระเทียมที่บดละเอียดทาที่แผลเป็นทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออกให้สะอาด จะช่วยให้ลดอาการอักเสบของแผลเป็นได้และช่วยให้แผลเป็นนูนเล็กลง ตื้นขึ้น
  5. น้ำผึ้ง สารสกัดจากธรรมชาติที่เป็นเสมือนมอยส์เจอไรเซอร์ช่วยสร้างความชุ่มชื่นแก่ผิว เพียงนำมานวดที่แผลเป็นประมาณ 5 นาที และทิ้งไว้ 40 นาที แล้วล้างออก จะช่วยให้ลดรอยแผลเป็นให้มีขนาดเล็กลงได้ หากทำเป็นประจำทุกวัน

การรักษารอยแผลเป็นด้วยวิธีแบบธรรมชาติ อาจต้องใช้เวลาให้รอยแผลค่อย ๆ ฟื้นฟูปรับสภาพให้ดีขึ้นตามลำดับขึ้นอยู่กับลักษณะและขนาดของแผลเป็นว่าเป็นอย่างไร สำหรับผู้ที่กำลังประสบปัญหารอยแผลเป็นที่เกิดจากอุบัติเหตุต่าง ๆ ควรหมั่นดูแลรักษารอยแผลให้สะอาดอยู่ตลอดเวลาและบำรุงรักษารอยแผลเป็นให้สม่ำเสมอ เพื่อให้รอยแผลเป็นจางหายไปได้หรือดูแล้วไม่น่าเกลียด

การป้องกันไม่ให้เกิดรอยแผลเป็น

ในทุกวันเรามีกิจวัตรประจำวันที่แตกต่างกันไป บางคนอาจเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ดังนั้นเราควรมีวิธีป้องกันด้วยวิธีการต่าง ๆ อาจจะใส่เสื้อผ้าที่หนากว่าปกติ หรือเสื้อผ้าที่คลุมทุกส่วนของร่างกายเพื่อไม่ให้เกิดบาดแผลได้ง่าย ถ้าหากไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุได้ เราควรรู้วิธีดูแลแผลเป็นที่เพิ่งเกิดให้ดี เพื่อการรักษาต่อได้ง่ายและสามารถรักษารอยแผลเป็นให้หายขาดได้

  1. การป้องกันแผลเป็น เป็นสิ่งสำคัญอย่างแรกที่ควรระมัดระวัง ไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่มีความรุนแรงจนทำให้เกิดรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ หรือเป็นแผลลึก แต่ถ้าเกิดแผลขึ้นแล้ว ควรดูแลรักษาความสะอาดของแผลอย่างถูกวิธีและเหมาะสม เพื่อให้แผลหายเร็วเพราะยิ่งแผลหายเร็วโอกาสการเกิดรอยแผลเป็นก็จะลดลงหรือสามารถจางหายไปได้
  1. รักษาแผลให้หายดี การรักษาแผลให้หายดี ควรทำความสะอาดแผลให้ถูกวิธีหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะทำให้แผลหายช้า เริ่มจากการทำความสะอาดด้วยน้ำเกลือหรือน้ำสะอาด และเช็คให้แห้งก่อนที่จะทายารักษาแผลตามด้วยการปิดแผลให้เรียบร้อยป้องกันเชื้อโรคและสิ่งสกปรก ถ้าหากเกิดบาดแผลที่ลึกและใหญ่ควรประถมพยายาลเบื้องต้นให้เลือดหยุดไหลก่อน และรีบไปพบแพทย์โดนด่วนเพื่อทำการรักษาต่อไป

อย่างไรก็ตาม การป้องกันการเกิดแผลหรือการรักษาแผลให้ดีระหว่างที่แผลยังไม่หายสนิท จะช่วยลดการเกิดแผลเป็นได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับชนิดของบาดแผลของแต่ละคนและบริเวณที่เกิดแผลด้วย ซึ่งการป้องกันอาจช่วยลดโอกาสการเกิดแผลเป็นได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถลดการเกิดรอยแผลเป็นได้ทั้งหมด