รักษาสิวอักเสบทำอย่างไรให้หายง่าย ๆ

สิวอักเสบ

 

ปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน หากไม่ได้รับการดูแลแก้ไข ปัญหาย่อมลุกลามขึ้นไปอีก ซึ่งปัญหาที่สำคัญคือปัญหาสุขภาพ เพราะมันส่งผลต่อชีวิตของเราเองโดยตรง การดูแลสุขภาพที่ไม่ดี หรือไม่เพียงพอ ย่อมเกิดความผิดปกติและสิ่งแปลกปลอมตามมานั่นเอง โดยในครั้งนี้จะมากล่าวถึงปัญหาสุขภาพด้านผิวหนัง นั้นก็คือปัญหาสิวอักเสบ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบเจอได้ง่ายพบได้ตั้งแต่วัยรุ่นจนวัยกลางคน ไม่ว่าใครก็สามารถเกิดสิวอักเสบได้ทั้งนั้น และเพื่อขจัดปัญหานี้ให้หมดไป จึงต้องรู้จักสาเหตุที่มาของสิวอักเสบ พร้อมหาวิธีการรักษาสิวอักเสบ และป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นมากับตัวเราเอง ในบทความนี้จึงจะกล่าวถึงสาเหตุของการเกิดสิว การดูแลรักษาสิวอักเสบ และ การป้องกันการเกิดซ้ำ เพื่อให้ทุกท่านนำไปใช้กับตัวเองได้อย่างเหมาะสม และให้ผลดีที่สุด

 

สาเหตุและที่มาของสิวอักเสบ

สิวอักเสบ คือ สิวที่เกิดอาการอักเสบบริเวณรูขุมขนและต่อมไขมันใต้ผิวหนัง จนปรากฏอาการออกมาเป็นสิวลักษณะต่าง ๆ ที่มักก่อให้เกิดความเจ็บปวดหากสัมผัสโดนบริเวณนั้น โดยสิวอักเสบอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ อย่างรูขุมขนอุดตัน กรรมพันธุ์ รวมถึงภาวะที่ฮอร์โมนในร่างกายเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ระดับฮอร์โมนเพศของผู้หญิงมักเปลี่ยนแปลงตามรอบประจำเดือน ซึ่งนอกจากทำให้เกิดสิวแล้ว อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น คัดตึงเต้านม ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องอืด ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย น้ำหนักขึ้น อารมณ์แปรปรวน

สามารถแบ่งชนิดของสิวอักเสบ ได้เป็น 4 ชนิดดังนี้

  • สิวตุ่มแดง เป็นตุ่มสีแดงขนาดเล็ก เป็นก้อนแข็งนูนขึ้น ทำให้เกิดความเจ็บปวด
  • สิวหัวหนอง เป็นผลมาจากการอักเสบบริเวณต่อมเหงื่อและรูขุมขน เกิดเป็นตุ่มที่มีหนองสีขาวอยู่ตรงหัวสิว
  • สิวก้อนลึก มีลักษณะคล้ายสิวตุ่มธรรมดา แต่ตุ่มจะเป็นก้อนแข็งขนาดใหญ่ลึกลงไปในชั้นผิวหนัง
  • สิวซีสต์ เป็นตุ่มสิวขนาดใหญ่ลักษณะคล้ายฝี ภายในเป็นหนองอักเสบ เป็นสิวอักเสบชนิดที่รุนแรงที่สุด

 

ปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดสิวอักเสบ

  1. กรดไขมันอิสระ และ ไขมันผิวหนัง (Sebum) ที่ซึมเข้าสู่ชั้นผิวหนัง
  2. สารที่ผลิตโดยแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว (Propionibacterium Acnes หรือ P. acnes) แพร่เข้าสู่ชั้นผิวหนัง และ เนื้อเยื่อโดยรอบ
  3. การอุดตันในรูขุมขนที่อาจนำไปสู่ปฏิกิริยาอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันจะห่อหุ้มสิ่งแปลกปลอมไว้จนเกิดเป็นก้อนสะสมใต้ผิวหนัง
  4. สารก่ออาการอักเสบ ที่ถูกผลิตขึ้นภายในเยื่อบุเซลล์ ต่อมไขมัน หรือ ในระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย
  5. ภาวะภูมิไวเกิน หรือ ปฏิกิริยาที่มากเกินไปของภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองต่อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว
  6. ระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนที่เพิ่มมากขึ้น (Testosterone) ซึ่งฮอร์โมนนี้เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการเจริญเติบโตในวัยรุ่น และ วัยเจริญพันธุ์ ทำให้ฮอร์โมนนี้ไปกระตุ้นต่อมไขมันใต้ผิวหนังให้ทำงานมากขึ้น
  7. กรรมพันธุ์ หากมีพ่อแม่ที่เป็นสิวอักเสบ ผู้สืบสายเลือดรุ่นต่อมามีโอกาสที่จะเป็นสิวอักเสบ หรือ มีแนวโน้มเป็นสิวอักเสบในระดับรุนแรงได้
  8. เพศหญิง ผู้ป่วยเพศหญิงมีแนวโน้มเป็นสิวได้มากในช่วงที่ฮอร์โมนเพศในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะตอนช่วงมีประจำเดือนหรือช่วงที่ตั้งครรภ์
  9. การอุดตันของเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว สิ่งสกปรกจากการมีสุขอนามัยที่ไม่ดี ใช้เครื่องสำอางที่ทำให้รูขุมขนอุดตันคุณภาพ หรือ สวมใส่เครื่องแต่งกายที่รัดจนเกินไป
  10. การใช้ยารักษาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาลิเทียม ยาต้านอาการชัก
  11. การสูบบุหรี่ อาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดสิวอักเสบ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมาก

 

วินิจฉัยอาการเพื่อหาระดับความรุนแรงของสิว

แม้สิวอาจเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ บนใบหน้าไม่กี่จุด แต่ผู้ที่เป็นสิวอาจเกิดความวิตกกังวล เป็นทุกข์ ขาดความมั่นใจ มีอาการเจ็บปวดจากสิวเหล่านั้น หากรักษาด้วยตนเองแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือ มีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับปัญหาสิวอักเสบ ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพื่อรับการตรวจรักษา และเมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะวินิจฉัยอาการด้วยการตรวจดูผิวหนังบริเวณที่เกิดสิวตามจุดต่าง ๆ เช่น ใบหน้า หน้าอก และ แผ่นหลัง เพื่อตรวจดูชนิด และ จำนวนของสิวที่เกิดขึ้น พร้อมกับวินิจฉัยจากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเพื่อหาระดับความรุนแรงของสิว โดยแบ่งเป็น 4 ระดับ ดังนี้

  • ระดับที่ 1 เล็กน้อย เป็นสิวที่ไม่มีการอักเสบรุนแรง อย่างสิวหัวดำ สิวหัวขาว หรือ อาจมีสิวตุ่มแดงและสิวหัวหนองจำนวนไม่มาก
  • ระดับที่ 2 ปานกลาง มีสิวตุ่มแดงและสิวหัวหนองจำนวนมากทั่วใบหน้า หรือ ทั่วบริเวณที่พบสิว
  • ระดับที่ 3 ค่อนข้างรุนแรง มีสิวตุ่มแดง และ สิวหัวหนองเป็นจำนวนมาก มีสิวอักเสบก้อนลึกบ้าง โดยที่มีสิวเหล่านี้เกิดขึ้นในหลายจุด ทั้งใบหน้า หน้าอก และแผ่นหลัง
  • ระดับที่ 4 รุนแรง มีสิวอักเสบก้อนลึกและสิวหัวหนองอักเสบมากมายที่สร้างความเจ็บปวดไปทั่วบริเวณที่มีสิว

หากเป็นการวินิจฉัยเพื่อรักษาสิวอักเสบ ในบางครั้ง แพทย์ผิวหนังอาจวิเคราะห์ระดับความรุนแรงจากภาพถ่ายผิวหนังบริเวณที่เกิดสิว โดยจัดระดับความรุนแรงจากน้อยไปมาก (1-12) ตามสมควร ซึ่งระดับความรุนแรงต่าง ๆ จะนำไปใช้ประกอบการพิจารณาวางแผนรักษาผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องเหมาะสมต่อไป

 

วิธีการดูแลรักษาสิวอักเสบ

เมื่อเป็นสิว หากมีอาการไม่รุนแรงนักอย่างสิวหัวดำ สิวหัวขาว หรือสิวอักเสบเล็ก ๆ ในเบื้องต้นก็อาจรักษาได้ด้วยตนเอง โดยใช้ยาตามร้านขายยาที่มีใบรับรองถูกต้องภายใต้คำแนะนำของเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญ แต่หากมีสิวขึ้นจำนวนมาก หรือรักษาสิวอักเสบด้วยตนเองแล้วการอักเสบของสิวไม่ทุเลาลง ควรไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจรักษา ทั้งนี้การรักษาสิวอักเสบด้วยวิธีการขั้นตอนต่าง ๆ อาจต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่น่าพอใจ เนื่องจากขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่าง ๆ ได้แก่ ประเภทความรุนแรงของสิว และสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาตามประเภทของสิว สาเหตุที่ทำให้เกิดสิว และระดับความรุนแรงของการอักเสบด้วยเช่นกัน โดยการรักษาสิวอักเสบจะแบ่งเป็น 2 ระดับดังนี้

วิธีรักษาสิวอักเสบระดับไม่รุนแรงไปจนถึงระดับปานกลาง

  • ยาเรตินอยด์ ใช้ยารูปแบบครีมหรือเจลทารักษาตรงจุดที่เกิดสิว เพื่อลดการอุดตันของสิว
  • ยาปฏิชีวนะ รับประทานยาเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว และ อาการอักเสบ เช่น อิริทโทรไมซิน ด็อกซี่ไซคลีน เตตราไซคลีน ไมโนไซคลีน
  • ยาคุมกำเนิด ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาให้ผู้ที่มีสิวบางรายกินยาคุมกำเนิด เพื่อปรับฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งอาจช่วยให้สิวยุบลงได้
  • ยาอื่น ๆ  ยารักษาสิวบางชนิดอาจหาซื้อได้เองจากร้านขายยา อย่างครีม หรือ เจลที่มีตัวยาเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ ซึ่งไม่ใช่ยาปฏิชีวนะ แต่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว

วิธีรักษาสิวอักเสบระดับรุนแรงไปจนถึงสิวซีสต์

หากใช้ยาเรตินอยด์ และ ยาปฏิชีวนะรักษาไม่ได้ผล และ ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อวิธีการรักษาอื่น ๆ แพทย์อาจพิจารณาวิธีการรักษาดังต่อไปนี้

สิวซีสต์

  • ไอโซเตรติโนอิน (Isotretinoin) ยาอนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ ช่วยลดการผลิตไขมันจากต่อมไขมัน ป้องกันการอุดตันของรูขุมขน ลดปริมาณแบคทีเรียในชั้นผิวหนัง และลดอาการบวมแดงจากการเกิดสิว แต่ผู้ที่ใช้ยาต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ในหญิงตั้งครรภ์ หรือ หญิงสาวที่ต้องการตั้งครรภ์ห้ามใช้โดยเด็ดขาด เนื่องจากเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ และต้องคุมกำเนิดในระหว่างใช้ยาด้วย
  • การรักษาด้วยโฟโตไดนามิก (Photodynamic Therapy) แพทย์จะทายาไว้บนผิวหนังที่เกิดสิวแล้วฉายแสง หรือฉายเลเซอร์ลงไปบนผิว เร่งปฏิกิริยาและกระตุ้นให้ยาออกฤทธิ์รักษาสิวในบริเวณนั้น ช่วยฆ่าแบคทีเรีย และยังช่วยลดขนาดและการทำงานของต่อมไขมันที่จะทำให้เกิดสิวลงด้วย
  • การใช้เครื่องสูญญากาศดูดสิว (Isolaz) เป็นการใช้เครื่องดูดร่วมกับการฉายแสง เครื่องจะดูดไขมันส่วนเกินใต้ผิวหนัง ในขณะที่แสงจะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว และช่วยลดการผลิตไขมันของต่อมไขมันลง
  • การฉีดสเตียรอยด์ (Steroid) เป็นการรักษาสิวก้อนลึกและสิวซีสต์ ทำให้การบวมอักเสบของสิวหายไปโดยที่ไม่ต้องบีบสิวออกมา ด้วยการฉีดสเตียรอยด์เข้าไปยังบริเวณที่เป็นสิว โดยมีผลข้างเคียงคือ ทำให้ผิวบางอาจเห็นรอยเส้นเลือดใต้ผิวหนังได้
  • การผ่าตัด หากผู้ป่วยเป็นสิวซีสต์ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาหรือวิธีการอื่น ๆ แพทย์อาจต้องผ่าตัดเพื่อนำสิ่งอุดตันภายในออกมา
  • การปรับฮอร์โมน ผู้ป่วยหลายคนมีสิวอักเสบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนเพศในร่างกาย ในบางรายแพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวม หรือ ยาต้านฮอร์โมนเพศชาย (Anti-Androgen) ซึ่งจะลดผลกระทบที่เกิดจากการมีฮอร์โมนเพศชายมากระตุ้นการทำงานของต่อมไขมันใต้ผิวมากเกินไป จนทำให้เกิดการผลิตขน และ น้ำมันมากจนเสี่ยงต่อการเกิดสิว ทั้งนี้ผู้ป่วยควรศึกษาวิธีการใช้ยาโดยสอบถามแพทย์ หรือ เภสัชกรให้ดีก่อนใช้ยาเสมอ
  • การผลัดเซลล์ผิว ใช้กระบวนการทางเคมีมาช่วยในการรักษา เช่น การใช้กรดซาลิเซลิกเพื่อขัดลอกผิวชั้นนอก ลดการอุดตันของน้ำมันและเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว โดยจะมีประสิทธิภาพในการรักษาสูงเมื่อใช้ร่วมกับวิธีการรักษาอื่น ๆ ยกเว้นการรับประทานยาเรตินอยด์ แต่อาจจะทำให้ผิวแพ้ง่าย และ ระคายเคือง ผลข้างเคียงที่พบคือ อาจเกิดรอยแดง ผิวพุพอง หรือ หลุดล่อนออกมา

 

เน้นย้ำอีกครั้งว่าการรักษาสุขภาพร่างกายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเสมอ การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่หากมีสิวอักเสบเกิดขึ้นแล้ว บทความที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะช่วยให้ทุกท่านบรรเทา และรักษาสิวอักเสบปัญหานั้นได้ด้วยการหาวิธีที่เหมาะสม และ เห็นผลกับตัวเราเองที่สุด และหวังว่าทุกท่านจะมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น