ฝ้าเกิดจากอะไร รักษาอย่างไรดี

ฝ้าปัญหาใหญ่สำหรับสาว ๆ ที่ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัยก็ตามเมื่อเกิดฝ้าแล้ว เราก็จะรู้สึกกังวลและไม่สบายใจ เนื่องจากฝ้านั้นจะมีลักษณะเป็นจุดหรือเป็นปื้นทำให้รู้สึกหมดความมั่นใจ มีสีโดดจากสีผิวปกติอาจจะเป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลเข้มตามโทนสีผิวเดิม เมื่อเกิดฝ้าขึ้นมา หลายคนก็มองหาวิธีรักษาทั้งวิธีการทายาหรือการรักษาด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ ซึ่งจริง ๆ แล้วฝ้านั้นไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวหน้า เพียงแต่ทำให้รู้สึกขัดหูขัดตาเท่านั้น ในบทความนี้เราจะไปเจาะลึกกันถึงการเกิดฝ้าและการป้องกันฝ้าอย่างละเอียด

ฝ้าเกิดจากอะไร

ฝ้าเกิดจากการที่เม็ดสีใต้ผิวหนังหรือเม็ดสีเมลานินทำการสร้างขึ้นมามากกว่าปกติ เพื่อปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวีที่มาทำร้ายผิว เรื่องที่แปลกก็คือฝ้าจะพบเห็นได้มากกว่าในผู้ที่มีผิวคล้ำ กลับกันในผู้ที่มีผิวขาวอย่างชาวยุโรปจะไม่ค่อยเป็นฝ้าเท่าไรนัก แต่จะต้องกังวลกับมะเร็งผิวหนังแทน นอกจากรังสี UV แล้วยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน นั่นก็คือฮอร์โมนและการพักผ่อนไม่เพียงพอ รวมถึงความเครียด ซึ่งเรามักจะเรียกฝ้าที่เกิดจากรังสี UV ว่าฝ้าแดดส่วนฝ้าที่เกิดจากฮอร์โมนเราจะเรียกว่าฝ้าเลือด

ฝ้าเกิดจากอะไร รักษาอย่างไรดี 1

ลักษณะของฝ้า

ลักษณะของฝ้านั้นจะมีตั้งแต่เป็นจุดเล็ก ๆ ไปจนถึงรวมตัวกันเป็นแผ่นใหญ่ ๆ เป็นปื้นกินวงกว้างของผิวหน้า ฝ้าจะแบ่งเป็นฝ้าลึกและฝ้าตื้น

ฝ้าลึก

ฝ้าลึกก็คือฝ้าที่อยู่ลึกลงไปในชั้นผิวหนังจนถึงผิวหนังแท้ และรักษาได้ยากเพราะฝ้าลึกนั้นไม่สามารถรักษาได้ด้วยครีมทาหน้าทั่ว ๆ ไปแต่จะต้องรักษาด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

ฝ้าตื้น

ฝ้าตื้นเป็นฝ้าที่เกิดอยู่เพียงชั้นผิวหนังกำพร้าเท่านั้น สามารถรักษาให้หายได้ด้วยครีมทาหน้าทั่ว ๆ ไปที่มีส่วนผสมในการรักษาฝ้าได้ดี

การป้องกันการเกิดฝ้า

การป้องกันการเกิดฝ้านั้นจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เนื่องจากขั้นตอนการรักษาฝ้าหลัก ๆ คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นส่วนมาก โดยจะมีดังนี้

หลีกเลี่ยงแสงแดด

เนื่องจากปัญหาหลักของการเกิดฝ้ามาจากรังสี UV ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสร้างเม็ดสีเมลานิน เราจึงควรหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดโดยตรงซึ่งวิธีการหลีกเลี่ยงแสงแดดนั้นก็มีอยู่หลายวิธีดังนี้

1.สวมใส่เสื้อผ้าที่ช่วยป้องกันแสงแดดเช่นเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว

2.ใช้ร่มหรือหมวกในการบังแดด ไม่ให้ผิวกระทบกับแสงแดดโดยตรง

3.ทาครีมกันแดด แม้ว่าจะไม่ได้สัมผัสกับแสงแดดโดยตรง แต่ก็ควรจะทาครีมกันแดดเป็นประจำ แม้จะอยู่ในอาคารเพราะในอาคารนั้นก็ยังมีแสงที่เป็นรังสี UV อยู่เช่นกัน เช่น แสงจากไฟนีออน แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ กระทั่งแสงจากโทรศัพท์มือถือ การเลือกซื้อครีมกันแดดนั้นควรเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปซึ่งจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVB ได้ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ และควรเลือกค่า PA + + + หรือมากกว่าที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสีได้ดี สำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวร่วมด้วยอาจจะใช้ครีมกันแดดที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมันเป็นส่วนประกอบเพื่อลดการเกิดสิว ควรล้างหน้าให้สะอาดโดยการใช้คลีนซิ่งหรือโฟมที่มีคุณสมบัติในการล้างหน้าอย่างล้ำลึกเนื่องจากครีมกันแดดมักจะเป็นครีมที่ล้างออกยาก

ฝ้าเกิดจากอะไร รักษาอย่างไรดี 2

 

หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีส่วนผสมของฮอร์โมน

เนื่องจากการใช้ยาที่มีฮอร์โมนเพศบางชนิดจะทำให้เกิดผลข้างเคียงในการเป็นฝ้าได้ง่าย เช่น กลุ่มยากันชักและยากลุ่มที่มีปฏิกิริยาไวต่อแสง ได้แก่ ยาคุมกำเนิดและยาปรับฮอร์โมนเพศชาย กลุ่มยาเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์ถึงผลข้างเคียงก่อนใช้

การรักษาฝ้า

ปัจจุบันมีการรักษาฝ้าได้หลายวิธีแต่วิธีที่ถูกต้องนั้นสิ่งแรกที่ควรคำนึงถึงเลยก็คือ วิเคราะห์ก่อนว่าเราเป็นฝ้าชนิดแบบใด มีสาเหตุจากอะไร จึงจะสามารถรักษาได้ตรงจุดซึ่งการรักษาฝ้าทางการแพทย์นั้นมี 2 วิธีหลัก ๆ ก็คือ

การทายารักษา

วิธีพื้นฐานที่จะรักษาฝ้าได้ดีก็คือการทานยาที่ช่วยรักษาฝ้า ซึ่งการทายารักษาฝ้านั้นจะรักษาได้เฉพาะฝ้าตื้น และจะเริ่มเห็นผลตั้งแต่การทาต่อเนื่องตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป กลุ่มยาที่แพทย์จะใช้ในการรักษาฝ้านั้นก็คือ ไฮโดรควิโนน กรดอะซิติก กรดโคจิก และอนุพันธ์วิตามินเอหรือเรียกอีกอย่างว่าเรตินอยด์ เป็นต้น

ยาที่กล่าวไปเหล่านี้อาจจะให้ผลการรักษาฝ้าที่ดีทำให้หน้ากระจ่างใสขึ้นได้ แต่ก็ไม่ควรหาซื้อมาใช้เองเนื่องจากมีผลข้างเคียงสูงเช่นอาจเกิดอาการแสบ คัน แดง และทำให้ผิวลอกเป็นขลุยได้ง่าย จึงต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์เท่านั้น

การใช้สมุนไพรรักษาฝ้า

สมุนไพรที่ช่วยรักษาฝ้านั้นมีด้วยกันหลายอย่าง ซึ่งโชคดีที่ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์สามารถหาซื้อสมุนไพรได้ง่ายในราคาที่ย่อมเยาว์ เราจะแนะนำสมุนไพรที่ช่วยรักษาฝ้า ดังนี้

          1.ใบบัวบก  ใบบัวบกนอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องการแก้ช้ำในแล้ว ยังสามารถช่วยรักษาฝ้าได้ดีอีกด้วย เนื่องจากในใบบัวบกมีสรรพคุณในการสมานแผลฆ่าเชื้อและลดรอยดำต่าง ๆ วิธีใช้ก็คือนำใบบัวบกมาปั่นละเอียดเสร็จแล้วนำไปพอกไว้บนผิวหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดทำต่อเนื่องเป็นประจำอาทิตย์ละ 3-4 ครั้งก็จะช่วยในเรื่องการรักษาฝ้าได้ดี

          2.หัวไชเท้าและน้ำผึ้ง  เนื่องจากในหัวไชเท้ามีสารสกัดไกลโคไซด์ที่อุดมไปด้วยกรดแอสคอร์บิกและวิตามินเอ จึงสามารถช่วยเรื่องฝ้ากระได้อย่างเห็นผลชัดเจน โดยจะทำหน้าที่เข้าไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน ไม่ให้ผลิตออกมามากเกินไปและยังสามารถฆ่าเชื้อจุลินทรีย์บนผิวหนังได้อีกด้วย แต่มีข้อควรระวังก็คือหัวใช้เท้านั้นค่อนข้างออกฤทธิ์รุนแรงอาจทำให้แสบหน้าได้ วิธีทำให้นำหัวไชเท้าฝานบาง ๆ มาชุบกับน้ำผึ้ง และนำมาโปะไว้บริเวณที่มีปัญหาฝ้ากระทิ้งไว้ 10-15  นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง

          3.ว่านหางจระเข้  ว่านหางจระเข้นั้นเป็นสมุนไพรชั้นเลิศที่มีสรรพคุณมากมาย ไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าเชื้อ สมานแผล ห้ามเลือด แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และเซลล์เนื้อเยื่อให้เจริญเติบโตได้ดีอีกด้วย ว่านหางจระเข้ยังสามารถช่วยรักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แผลที่เกิดจากการรักษาฉายรังสี รวมถึงสามารถลดอาการอักเสบของผิว ช่วยปกป้องผิวจากการไหม้แดด แต่อีกหนึ่งสรรพคุณของว่านหางจระเข้คือ การรักษาฝ้ากระและจุดด่างดำต่าง ๆ วิธีทำง่าย ๆ นำว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกและล้างยางออกแล้วใช้ส่วนวุ้นมาทาบนใบหน้าอย่างเป็นประจำ โดยที่ไม่ต้องล้างออก สามารถใช้ได้ทุกวันเนื่องจากว่านหางจระเข้มีฤทธิ์อ่อนโยนต่อผิวและยังช่วยให้ผิวชุ่มชื้นได้อีกด้วย

 

ฝ้าเกิดจากอะไร รักษาอย่างไรดี 3

การใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์

          1.การลอกผิวด้วยสารเคมี  การรักษาโดยการลอกผิวด้วยเคมีจะทำได้ในเฉพาะชั้นผิวตื้น ๆ เท่านั้น โดยวิธีการคือการฉีดสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรดใส่บริเวณหนังกำพร้าที่มีการเกิดฝ้า ทำให้เม็ดสีหลุดออกและจางได้ไวขึ้น แต่วิธีนี้มีความเสี่ยงสูงที่ต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น หากเกิดข้อผิดพลาดอาจทำให้ผิวไหม้หรือเป็นแผลเป็นได้

การลอกผิวด้วยสารเคมีระดับลึกก็ทำได้เช่นกัน แต่จะต้องมีความระมัดระวังสูงกว่าและต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษเท่านั้น เพราะผลข้างเคียงก็มากกว่าการลอกผิวด้วยสารเคมีในระดับตื้น อาจทำให้เกิดรอยดำ เกิดแผลเป็น เกิดการเชื้อบวมแดงได้ เป็นต้น

          2.การทำเลเซอร์  การทำเลเซอร์แทบจะเป็นวิธีรักษาฝ้าชนิดแรก ๆ ที่หลายคนนึกออก เนื่องจากมีความนิยมอย่างแพร่หลายและให้ผลการรักษาที่รวดเร็ว แต่วิธีนี้ก็ยังมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นฝ้าได้อีก ไม่ได้ทำให้หายขาดแต่ในบางรายก็อาจได้ผลลัพธ์ที่ดีทำให้หายขาดอย่างถาวรก็มี เลเซอร์ชนิดที่นิยมนำมารักษาฝ้าก็คือ กลุ่ม Q-switched ND:YAG หรือคลื่นแสง IPL ซึ่งจะทำหน้าที่ยิงคลื่นแสงลงไปในชั้นผิวเพื่อทำลายเม็ดสีเมลานินที่ก่อให้เกิดฝ้า วิธีการรักษาด้วยการทำเลเซอร์นั้นจำเป็นจะต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อที่จะได้กำหนดความลึกความตื้นและระดับความเข้มข้นของแสงได้อย่างถูกต้อง และอีกข้อในการพิจารณาเลือกทำเลเซอร์รักษาฝ้า ก็คือราคาที่ค่อนข้างสูง อีกทั้งฝ้าไม่ได้หายในการทำเลเซอร์เพียงครั้งเดียว อาจจะต้องซ้ำ 3 ถึง 5 ครั้งจึงจะเห็นผล

         3.การผลัดผิวด้วย M.D. (Microdermabrasion)  วิธีรักษาฝ้าแบบนี้คือการขจัดเซลล์ผิวชั้นหนังกำพร้าให้หลุดเร็วขึ้น เรียกอีกอย่างก็คือการผลัดเซลล์ผิวนั่นเอง แต่จะมีผลกับฝ้าตื้นเท่านั้น โดยจะทำให้รอยดำจากฝ้าจางลงซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ค่อยแพร่หลายแต่ก็ให้ผลในการรักษาที่ดี

อย่างไรก็ตามเมื่อรักษาฝ้าจนหายแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดดโดยตรงและควรทาครีมบำรุงเพื่อจะทำให้ผิวแข็งแรง รวมถึงต้องทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกครั้งที่ออกแดด หรือทุกครั้งที่จะต้องเจอแสงแรง ๆ ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการโดนแสงแดดให้น้อยลงเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นฝ้าอีกครั้ง

 

ปัญหาฝ้าเป็นปัญหาที่เมื่อเป็นแล้วการรักษาก็จะยิ่งยากและใช้เวลานาน รวมถึงต้องมีความอดทนมาก ๆ ดังนั้นการหลีกเลี่ยงสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดฝ้าไว้ก่อนย่อมเป็นเรื่องดี จึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นฝ้า คุณจะได้มีใบหน้าที่สดใส ผิวพรรณดี ไม่มีรอยดำต่าง ๆ รวมถึงฝ้ากระให้กวนใจ ให้คุณสามารถเผยผิวหน้าได้อย่างมั่นใจเสริมสร้างบุคลิกที่ดีไปอีกนาน ๆ