ดูแลรักษาถุงใต้ตาอย่างไรให้หายไปจากใบหน้า

ถุงใต้ตา (Eye bags)

ปัญหาส่วนใหญ่ของสาว ๆ ที่มีอายุมากขึ้นทำให้ผิวหนังใต้ตาเริ่มหย่อยเกิดกล้ามเนื้อที่บริเวณใต้ดวงตามาก ซึ่งทำให้ผิวหน้าของสาว ๆ ดูแก่ลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยดูแลผิวหน้าของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ พอรู้ตัวอีกทีก็เกิดเป็นกล้ามเนื้อใต้ตาที่ยากจะดูแลรักษา อีกอย่างในแต่ละคนจะมีปัญหาถุงใต้ตาที่ไม่เหมือนกันบางคนอาจจะเกิดจากพันธุกรรมที่ได้รับมาตั้งแต่เกิด บางคนเกิดจากปัญหาการใช้ชีวิตประจำวันที่เสี่ยงต่อการพักผ่อนไม่เพียงพอ รวมถึงละเลยการดูแลสุขภาพร่างกายและใบหน้า จนเกิดเป็นปัญหาถุงใต้ตา แต่โชคดีที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่ช่วยรักษาปัญหานี้อยู่ไม่น้อย เรามาศึกษาต้นเหตุและวิธีการดูแลรักษาไม่ให้ปัญหาถุงใต้ตากลับมาเป็นอีกไปพร้อมกันเลย

ดูแลรักษาถุงใต้ตาอย่างไรให้หายไปจากใบหน้า 1

 

ลักษณะของการเกิดถุงใต้ตา

การเกิดถุงใต้ตาสามารถแบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ ถุงใต้ตาแท้กับถุงใต้ตาเทียม โดยมีข้อแตกต่างกันในบางส่วนที่เป็นต้นเหตุของการเกิดปัญหาบนใบหน้า

  1. ถุงใต้ตาแท้ มีต้นเหตุมาจากพันธุกรรมและต่อมไร้ท่อที่เกิดขึ้นภายในร่างกายที่ทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดไขมันที่มากเกินความจำเป็นสะสมอยู่บริเวณใบหน้าและใต้ดวงตา ทำให้เกิดกล้ามเนื้อนูนป่องมีไขมันที่เปลือกตาล่างซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนเมื่อมีอายุเข้าเลข 4
  2. ถุงใต้ตาเทียม เกิดจากการบวมน้ำที่บริเวณใต้ดวงตามีอาการที่เรียกว่า ตาบวมหรือถุงใต้ตาบวม ซึ่งมีต้นเหตุหลัก ๆ เช่น การไหลเวียนของเลือดบนใบหน้าที่ไม่สมบูรณ์อาจเกิดการติดขัดตามจุดต่าง ๆ อาจจะค้างอยู่บริเวณใต้ดวงตาหรือส่วนอื่นบนใบหน้าจากการไหลเวียนเลือดที่ไม่สมบูรณ์ หรืออาจมีสาเหตุมาจากการขยี้ตา การทำงานที่ต้องใช้สายตาเป็นเวลานาน ๆ และหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ เหล่านี้เป็นสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดถุงใต้ตาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วิธีดูแลบำรุงรักษาถุงใต้ตาแท้

วิธีการดูแลรักษาถุงใต้ตาแท้ จำเป็นต้องพบแพทย์เฉพาะทางที่ดูแลเกี่ยวกับใบหน้า เพราะถุงใต้ตาแท้จะมีวิธีรักษาที่ยุ่งยากและมีค่าบริการที่สูง ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในคนอายุมากที่มีการสืบทอดผ่านกรรมพันธุ์

  1. ผ่าตัดถุงใต้ตา การผ่าตัดชิ้นเนื้อที่เป็นส่วนเกินของใบหน้าออกจะช่วยให้ผิวหน้าเต่งตึงขึ้น ไม่หย่อยคล้อยตามอายุที่มากขึ้นของสาว ๆ ทั้งนี้การผ่าตัดต้องปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคก่อนทุกครั้ง ซึ่งการรักษามีกระบวนที่ชัดเจนและสามารถเห็นผลได้ในครั้งแรกที่ทำ โดยแพทย์จะทำการรักษาตามขั้นตอนอย่างระมัดระวังเพราะดวงตาเป็นส่วนสำคัญอย่างมากในการใช้ชีวิตประจำวัน แพทย์จะวางยาสลบก่อนหลังจากนั้นจะค่อย ๆ ทำการผ่าตัดโดยใช้มีดกรีดลงไปที่บริเวณกล้ามเนื้อใต้ดวงตา เพื่อกำจัดไขมันส่วนเกินบนใบหน้าออก ซึ่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะมีวิธีการกรีดที่ระมัดระวังไม่ให้เกิดรอยแผลเป็นบริเวณใต้ดวงตา แต่สามารถรีดไขมันในถุงใต้ตาออกได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับของผู้ป่วย

แต่ทว่าในปัจจุบันวิธีการผ่าตัดรีดไขมันออกไม่ค่อยเป็นที่นิยมแล้ว เนื่องจากมีวิธีที่ดีกว่า คือ การผ่าตัดถมไขมัน ตามธรรมชาติบริเวณใต้ตาปกติของคนเราจะแบ่งเป็น 3 ส่วนและส่วนที่ส่งผลให้เกิดถุงใต้ตาคือส่วนที่ 2 กับ 3 แพทย์จะค่อย ๆ ผ่าตัดเปิดแผลหาส่วนที่มีปัญหา และทำการดันส่วนที่เสียเข้าไปในร่องขอบตาด้านในจากนั้นจะดึงผิวหนังที่หย่อยให้ตึง โดยดึงเข้าหาหางตาล่างและทำการเย็บแผลหลังจากทำการผ่าตัดเสร็จอาจจะมีรอยแผลเล็ก ๆ แต่จะมองเห็นไม่เด่นชัด เนื่องจากรอยแผลเป็นมีขนาดที่เล็กมาก ๆ ทั้งนี้การผ่าตัดถมไขมันต้องกระทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญสูงจึงจะปลอดภัยในการรักษา ทำให้ไม่เกิดผลข้างเคียงอื่น ๆ ตามมา แน่นอนว่าการผ่าตัดอาจเกิดได้ทั้งผลดีและผลร้าย เราควรคิดให้ถี่ถ้วนก่อนยอมรับการผ่าตัด แม้จะกระทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็ตาม

  1. การฉีดสารเติมเต็มให้ผิว โดยการฉีดสารอาหารเข้าไปในบริเวณใต้ดวงตาเป็นวิธีรักษาผิวหนังบริเวณใต้ตาให้เต่งตึงมากขึ้น แต่จะช่วยได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ไม่สามารถทำให้หายจากอาการแบบถาวรได้
  2. การใช้คลื่นวิทยุ (Radio Frequency) เป็นการช่วยลดปริมาณไขมันใต้ดวงตาให้ลดน้อยลง ช่วยให้ผิวดูกระชับมากขึ้น แต่ไม่สามารถทำให้หายขาดจากปัญหาได้ จะช่วยในการลดการหย่อยของขอบตาล่างเท่านั้น
  3. การใช้สารละลายไขมันในถุงใต้ตา เป็นวิธีรักษาที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากเท่าไหร่ เนื่องจากเป็นการทำลายไขมันรอบดวงตาซึ่งมีความเสี่ยงต่อการตาบอดอยู่มาก หากสารทำละลายไหลเข้าดวงตา ฉะนั้นต้องทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีใบรับรองเท่านั้น

วิธีดูแลรักษาถุงใต้ตาเทียม

การดูแลรักษาถุงใต้ตาเทียมจะค่อนข้างแตกต่างจากการดูแลรักษาถุงใต้ตาแท้อยู่มาก เพราะไม่มีการผ่าตัดที่อันตรายหรือการใช้สารเคมีต่าง ๆ เพียงมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ถูกที่ควรไม่เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพ ก็สามารถช่วยลดปัญหาให้หมดไปได้แล้ว สามารถทำได้ดังนี้

  • การดูแลสุขภาพตั้งแต่ตื่นนอน ร่างกายของมนุษย์ทุกคนต้องการน้ำ ดังนั้นเราควรดื่มน้ำเปล่าเป็นอันดับแรกหลังจากตื่นนอน และในระหว่างวันควรดื่มน้ำให้เพียงพอสำหรับความต้องการของร่างกายอย่างน้อย 7-10 แก้วต่อวัน งดทานอาหารเค็มจัดทุกชนิด และหลีกเลี่ยงผงชูรสที่ปรุงความอร่อยมากับบางเมนูอาหารที่เรารับประทาน เช่น ลาบ ส้มตำ เป็นต้น ก่อนนอนต้องล้างหน้าให้สะอาดควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถล้างเครื่องสำอางได้หมดจด หากคุณเป็นคนแต่งหน้าทุกวันก็ยิ่งต้องใส่ใจเรื่องการทำความสะอาดผิวหน้าเป็นพิเศษ หลังจากทำความสะอาดผิวเป็นที่เรียบร้อยก็มาถึงเวลานอน ควรเปลี่ยนท่านอนให้บาลานซ์กับทุกส่วนในร่างกายและห้ามนอนคว่ำ เพราะจะทำให้น้ำหนักกดทับที่ดวงตามากเกินไปและยังส่งผลให้มีปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกด้วย เช่น หายใจลำบาก หน้าผิดรูป ปวดคอ เป็นต้น
  • พักผ่อนให้เพียงพอ สุขภาพจะดีได้ร่างกายควรได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอไม่น้อยกว่า 8 – 10 ชั่วโมง เพราะเวลาในการซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะอยู่ในช่วงเวลา 22.00 – 03.00 น. เมื่อพักผ่อนไม่เพียงพอร่างกายก็จะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรออย่างไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เมื่อถึงเวลาลืมตาตื่นร่างกายก็จะไม่สดชื่น หนังตาก็ไม่พร้อมสู้ และนั้นทำให้เกิดปัญหาบริเวณรอบดวงตาได้
  • พักผ่อนดวงตา หลีกเลี่ยงการจ้องหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ หาจุดโฟกัสที่อื่นบ้างหรือลุกเดินเพื่อมองสิ่งรอบตัวหรือมองไปที่ไกล ๆ เพื่อให้ดวงตาได้เคลื่อนไหวปรับสภาพ ไม่ได้จมอยู่กับการจ้องหน้าคอมเป็นเวลานาน และหาเวลางีบสัก 5-10 นาทีเพื่อพักสายตาในเวลากลางวัน

ดูแลรักษาถุงใต้ตาอย่างไรให้หายไปจากใบหน้า 2

  • หลีกเลี่ยงการร้องไห้ การร้องไห้เป็นสิ่งที่ทำให้ดวงตาทำงานหนักมากที่สุด เพราะดวงตาจะผลิตน้ำออกมาตลอดเวลาและพฤติกรรมต่อมาคือการเช็ดน้ำตาหรือขยี้ตาแรง ๆ ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เกิดปัญหารอบดวงตาตามมา แต่หากเจอกับความรู้สึกที่ยากจะเก็บไว้ ก็ต้องยอมปล่อยมันออกมาให้สิ่งที่เก็บไว้มันจะออกไปบ้างเผื่อสิ่งดี ๆ มันจะมาแทน ทั้งนี้น้ำตาจะช่วยชะล้างสิ่งสกปรกในดวงตาออกมาตามธรรมชาติ แต่อย่าลืมว่าต้องไม่ใช่การร้องไห้หนักจนเกินไปนะ
  • โรคภูมิแพ้ มีผลกระทบกับถุงใต้ตาอยู่ไม่น้อย ใครประสบปัญหาที่เกิดจากโรคภูมิแพ้ควรที่จะพบแพทย์เพื่อหาวิธีรักษาให้หายขาด เพื่อลดผลกระทบต่อดวงตา ทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่แข็งแรงไม่ป่วยง่าย
  • การประคบเย็น หากคุณเริ่มรู้สึกว่ามีอาการบวมรอบดวงตาที่ชัดขึ้น ควรหาเจลเย็นมาประคบประมาณ 5-10 นาที เพื่อลดอาการบวม หรือจะใช้ช้อนแช่เย็นมาครอบดวงตาไว้ก็สามารถลดอาการบวมได้เช่นกัน
  • มันฝรั่ง สารอาหารที่มีอยู่ในมันฝรั่งคือคาร์โบไฮเดรตซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการอักเสบได้ หากนำมาหั่นเป็นชิ้น ๆ และวางไว้รอบดวงตาประมาณ 5 -10 ก็สามารถลดอาการบวมของถุงใต้ตาได้ แต่อย่าลืมล้างหน้าให้สะอาดหลังการบำรุงด้วยนะ
  • ถุงชา หากคุณเป็นคนชอบดื่มชาถุงเป็นประจำเพื่อลดอาการง่วงในเวลากลางวัน หลังจากการดื่มชาให้นำถุงชาไปแช่เย็นแล้วนำมาประคบไว้ใต้ดวงตาเพื่อลดอาการบวม เพราะในชาจะมีกาเฟอีนซึ่งมีส่วนทำให้ลดอาการบวมของผิวหนังได้
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลถุงใต้ตา ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์มากมายที่บอกคุณสมบัติในการดูแลรักษาถุงใต้ตาไว้ เราควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับถุงใต้ตามากที่สุด โดยหาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน วิตามินบี 5 และลดอาการบวมของถุงใต้ตาเป็นหลัก เพื่อการดูแลรักษาที่ตรงจุด

ดูแลรักษาถุงใต้ตาอย่างไรให้หายไปจากใบหน้า 3

 

ทั้งหมดนี้ก็เป็นวิธีดูแลถุงใต้ตาง่าย ๆ ที่คุณก็สามารถทำได้ ถ้าหากต้องการรักษาถุงใต้ตาให้หายขาดควรที่จะดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีตามที่ได้เขียนบอกไปข้างต้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องทำตามทุกวิธี เพียงดูแลรักษาบริเวณใต้ตาอย่างสม่ำเสมอก็สามารถป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นถุงใต้ตาอีกได้