ฉีดสิวคืออะไร และมีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง

สำหรับคำว่า “สิว” หลาย ๆ คนคงรู้จักกับคำนี้ ไม่ว่าจะเพศใด วัยใด ก็สามารถประสบกับปัญหานี้ได้เช่นเดียวกัน การเป็นสิวนั้นทำให้คนที่เป็นเกิดความวิตกกังวลขาดความไม่มั่นใจในผิวหน้าของตัวเอง ถ้าหากเราไม่อยากเป็นสิวแล้วนั้น การดูแลผิวหน้าของเราให้สะอาดก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เช่น การล้างหน้าและการทำความสะอาดผิวหน้าเป็นประจำทุกวันอย่างถูกวิธีจะช่วยลดปัญหาสิวได้

ในปัจจุบันนั้นการรักษาสิวยังมีอีกหลายวิธี โดยการรักษาสิวเบื้องต้นที่ใช้เป็นมาตรฐานการรักษา ได้แก่ การทายา ทั้งในรูปแบบของครีม เจล โลชั่น ลงในบริเวณที่เกิดสิว การรับประทานยาในกลุ่มยาปฏิชีวนะ อนุพันธ์กรดวิตามินเอ หรือ ยาต้านฮอร์โมนเพศชาย  และ วิธีการฉีดสิวอักเสบ ที่จะช่วยให้สิวยุบเร็วขึ้น ทั้งนี้ในการรักษาด้วยวิธีต่าง ๆ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาสิว เราต้องศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสิวเบื้องต้นกันก่อน

ฉีดสิวคืออะไร การจำกัดสิวให้หมดไป

สิวเกิดจากอะไร

สิว (Acne vulgaris) เกิดจากการอุดตันของคอมีโดน (Comedones) ระบบต่อมไขมันในรูขุมขน ซึ่งคอมีโดน คือ สารเหนียวที่เกิดจากการรวมตัวกันของ น้ำมัน ขนอ่อน เซลล์ผิวที่หลุดลอก และแบคทีเรียที่หลาย ๆ คนเรียกว่า พีแอคเน่ (P.acne) โดยน้ำมันจะสร้างจากต่อมไขมันแล้วออกมาตามรูขุมขน

หากเกิดการอุดตันของทางเดินหรือท่อไขมันก็จะทำให้เกิด “สิว” ระยะเวลาของการเกิดคอมีโดนโดยเฉลี่ยประมาณ 2 สัปดาห์ จะมีลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ มีไตสีขาวด้านใน พบมากในบริเวณที่มีต่อมไขมันอยู่มากทำให้เป็นสิวได้ง่าย เช่น ผิวหน้า หนังศีรษะ หน้าอก และแผ่นหลัง การมีตัวกระตุ้นจำพวกแบคทีเรียนั้น อาจทำให้ผิวเกิดการอักเสบได้

 

สาเหตุของการสิว

สาเหตุของการเกิดสิวนั้นยังมีปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวอีก แบ่งออกเป็น 3 ปัจจัย

1. น้ำมันที่ผลิตจากต่อไขมัน ตัวกระตุ้นที่ทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามาก อาทิ

  •  ผู้หญิงที่ประสบปัญหาระดับฮอร์โมนแอนโดรเจนที่สูงขึ้น จึงหมายถึงกลุ่มฮอร์โมน อันประกอบด้วยฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) หรือฮอร์โมนเพศชาย
  • อาหารบางประเภทที่มีไขมันสูง และการรับประทานผักผลไม้ที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
  • ความเครียด การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ
  • การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีนัก อยู่ในพื้นที่ ๆ มีอากาศร้อนหรือความชื้นสูง
  • พฤติกรรมที่ทำให้ผิวของเราเกิดการระคายเคืองได้ เช่น การล้างหน้าย้อนรูขุมขนหรือไร้ทิศทาง การถูหรือขัดหน้าแรงจนเกินไป

2. เซลล์ผิวที่หลุดลอก ปกติแล้วเซลล์ผิวจะเสื่อมสภาพแล้วหลุดออกไปเองตามธรรมชาติ การใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ AHA BHA หรือโรคผิวหนังบางประเภท ที่ทำให้เซลล์ผิวลอกออกมามากจนผิดปกติ

3. ขนอ่อน ในแต่ละรูขุมขนจะมีขนอ่อนได้มากกว่า 1 เส้น ดังนั้นการมีเส้นขนอ่อนปริมาณมาก จะทำให้เกิดการกระจุกตัวกันภายในรูขุมขนได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว

4. แบคทีเรียหรือ P.acne จะเจริญได้ดีในสภาวะที่มีไขมันมาก โดยจะสร้างเอนไซม์จะเปลี่ยนไขมันให้เป็นกรดไขมัน จึงก่อให้เกิดการระคายเคืองได้

 

สิวมีกี่ประเภท

    1. สิวหัวขาว (Whiteheads) หรือสิวหัวปิด มีลักษณะเป็นตุ่มนูน เมื่อใช้มือลูบจะรู้สึกเหมือนมีไตก้อนเล็ก ๆ บีบออกยาก เกิดจากการอุดตันสะสมอยู่ภายในต่อมไขมันและรูขุมขน หากทิ้งไว้นานมีโอกาสเกิดเป็นสิวอักเสบได้
    1. สิวหัวดำ (Blackheads) หรือสิวหัวเปิด มีลักษณะเป็นตุ่มนูนเม็ดเล็ก มีรูเปิดออกจนเห็นหัวสิว จุดสีดำที่อยู่บริเวณตรงกลาง เกิดจากน้ำมัน (Sebum) ทำปฏิกิริยา oxidation กับออกซิเจนในอากาศเปลี่ยนเป็นไขมันที่มีสีดำ
    1. สิวอักเสบแดงเป็นก้อน (Papule) มีลักษณะเป็นตุ่มแดงมีขนาดใหญ่ ขนาดประมาณ 0.5 เซนติเมตร ซึ่งเกิดจากการอักเสบของบริเวณผิวหนัง เมื่อสัมผัสจะรู้สึกเจ็บ
    1. สิวหัวหนอง (Pustule) มีลักษณะเป็นตุ่มนูน ๆ สีขาว มีหนองอยู่ด้านใน การเกิดหนองนั้นเนื่องจากรูขุมขนเกิดการอักเสบ ที่มากกว่าสิวอักเสบชนิด Papule ทำให้รู้สึกเจ็บปวดที่สิว
    1. สิวหัวช้าง (Nodule) เป็นสิวอักเสบชนิดรุนแรง มีลักษณะเป็นสิวเม็ดใหญ่ จะมีหนองและเลือดปนอยู่รวมกัน มีอาการเจ็บปวดอย่างมาก มักขึ้นบนใบหน้า หน้าอก และแผ่นหลัง จึงแนะนำให้ไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้อง

เมื่อเราทราบถึงลักษณะของสิวแล้วนั้น โดยเฉพาะคนที่เป็นสิวอักเสบ ซึ่งการรักษาในปัจจุบันนั้นมีวิธีการและเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะช่วยในการรักษาสิวอักเสบได้อีกทาง หลาย ๆ คนจึงนึกถึงวิธีการ “ฉีดสิว”

สิวหัวหนอง ฉีดสิวคืออะไร เจ็บหรือไม่

ฉีดสิวคืออะไร

การฉีดสิวถือว่าเป็นการรักษาที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย ช่วยให้สิวยุบได้เร็วกว่าการทายา แต่ไม่ใช่ว่าสิวทุกประเภทนั้นจะทำการฉีดได้ สำหรับคนที่เป็นสิวหัวขาวนั้นไม่ควรเข้ารับการฉีด เพราะไม่ได้ช่วยให้หายขาด อีกทั้งผลที่ตามมาก็คือการเป็นหลุม เนื้อผิวหายและไม่เรียบเนียน ซึ่งลักษณะสิวที่สามารถฉีดได้นั้น จะต้องมีอาการเจ็บปวด เป็นตุ่มบวมแดง การเกิดหนอง จนก่อให้เกิดการอักเสบของสิว แพทย์จะทำการฉีดยาเข้าไปในตำแหน่งที่เป็นสิวอักเสบเท่านั้น

โดยตัวยาที่ใช้มีด้วยกัน 2 ตัว คือ สเตียรอยด์ (Steriod) และยาชา (สเตียรอยด์ จะช่วยลดการอักเสบของสิว ส่วนยาชา จะลดอาการเจ็บขณะฉีด) สิวจะยุบลงภายใน 24-48 ชั่วโมง การฉีดสิวเป็นเพียงการรักษาอาการอักเสบเท่านั้น ไม่ได้ช่วยรักษาให้หายขาด และหลังจากฉีดสิวต้องทานยาควบคู่เพื่อเป็นรักษาสิวอย่างต่อเนื่อง หลาย ๆ คนมักเกิดความเข้าใจผิดว่าถ้าสิวยุบลง ไม่ต้องทำการรักษาสิวอย่างต่อเนื่องเพราะคิดว่าหายขาดแล้ว ซึ่งความจริงไม่เป็นเช่นนั้น นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงกลับมาเป็นสิวในบริเวณเดิมได้อีก

 

การฉีดสิวนั้นมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

    1. การเตรียมตัวก่อนรับการฉีดสิว
      • ก่อนเข้ารับการรักษาจากแพทย์ผิวหนัง เมื่อพบว่าตนเองเพิ่งหายจากอาการป่วยหรือมีอาการของโรคเบาหวาน  โรคความดันโลหิตสูง โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคซึมเศร้า หรือผู้ที่มีประวัติการแพ้ยาไตรแอมซินิโลน (Triamcinolone)  เป็นยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนรับการฉีด แพทย์จะได้แจ้งถึงว่าเราเข้ารับการรักษาได้หรือไม่ เพราะการฉีดสิวด้วยสเตียรอยด์นั้นจะทำให้เกิดผลข้างเคียงหรือเป็นอันตรายได้
      • นอกจากนี้ยังมีตัวยาบางชนิดที่ควรหลีกเลี่ยงในการใช้ เพื่อลดความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น ท่านที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือด เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดรอยช้ำจากการรักษา และไม่ควรรับวัคซีนต้านเชื้อไวรัสบางชนิดมาก่อน เช่น วัคซีนโรคคางทูม หัด ไข้เหลือง เป็นต้น
    1. การดูแลตัวเองหลังฉีดสิว
      • ในระหว่าง 24-48 ชั่วโมงหลังการฉีดสิวนั้น อาจเกิดอาการปวดบริเวณที่ทำการฉีด ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันอาการดังกล่าว แนะนำให้ใช้น้ำแข็งประคบ เพราะความเย็นจะช่วยลดอาการปวดได้ ไม่ควรใช้ความร้อน หรือ ใช้น้ำร้อนประคบโดยเด็ดขาด
      • ควรทำความสะอาดแผลบริเวณที่ฉีด
      • สังเกตว่ามีพบอาการของการติดเชื้อหรือไม่ เช่น มีอาการปวดบวมแดง เกิน 48 ชั่วโมง หรือมีอาการอื่น ๆ ร่วมที่รุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

สำหรับผลข้างเคียงของการฉีดสิวนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายปัจจัย อาทิ

      • อาจมีอาการปวด บวม ช้ำ หรือมีเลือดออก หลังการฉีดสิวและบางรายอาจเกิดการแพ้ (ผื่นแพ้) ตัวยาที่ฉีดเข้าไป เพราะในตัวยามีส่วนผสมของวัตถุกันเสียหรือแอลกอฮอล์
      • ผู้ที่มีผิวค่อนข้างบาง อาจทำให้เส้นเลือดฝอยบริเวณที่ฉีดสิวขยายตัวผิดปกติ
      •  มีรอยแผลเกิดขึ้นแต่ไม่มีการติดเชื้อ หรือบางรายเกิดการติดเชื้อจากการใช้เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด
      • ในบางครั้งอาจทำให้เกิดสิวสเตียรอยด์ เนื่องจากสารสเตียรอยด์จะเพิ่มการหลั่งโกรทฮอร์โมนที่ทำให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามาก จนกลายเป็นสิวอีกประเภทหนึ่งได้