จบปัญหาฝ้าแดดด้วยการรักษาและป้องกัน

แม้ว่าแสงแดดจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่หน้าหนาวไม่หนาวอีกต่อไป ร่มที่มีก็ให้ร่มเงาเพียงน้อยนิด หรือจะใส่ชุดปิดผิวหนังทั้งตัวความร้อนจากแสงอาทิตย์ก็สามารถทะลุทะลวงผ่านมาสู่ผิวหนังเราได้เช่นเดิม ปัญหาที่มากับแสงแดดคือฝ้าแดดที่มักเกิดขึ้นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะวัย 30–40 ปีขึ้นไป แม้จะหลีกเลี่ยงการเจอแดดไม่ได้แต่สามารถรักษาและป้องกันได้ ก่อนที่จะกล่าวถึงการรักษาและป้องกันฝ้าแดดในครั้งนี้ เราจะมาศึกษาถึงสาเหตุของการเกิดฝ้าแดดกันก่อน

ป้องกันฝ้าแดด

สาเหตุการเกิดฝ้า

คนส่วนมากนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้กับการเจอแดดช่วงเช้า เพราะการเดินทาง หรือ กิจกรรมต่าง ๆ มักเกิดขึ้นในช่วงกลางวัน โดยเฉพาะการทำงานกลางแจ้ง จึงทำให้เกิดปัญหาตามมาอย่าง ฝ้าแดด (Melasma ,Cholasma) ซึ่ง เกิดจากความร้อนของแสงอาทิตย์ส่องมาที่ผิวหนังมาก ๆ ทำให้เม็ดสีผิว หรือ เม็ดสีเมลานิน (Melanin pigment) ทำงานมากเกิดไป จึงทำให้สีผิวไม่เรียบเนียนสม่ำเสมอ เนื่องจากเม็ดสีผิวนั้นทำหน้าที่กรองรังสียูวี (รังสีที่มาจากแสงอาทิตย์) ซึ่งรังสียูวีจะแบ่งเป็น ยูวีเอ (UVA) และ ยูวีบี (UVB) ทั้งสองรังสีนี้ต่างกันตรงที่รังสียูวีเอจะเจาะผิวหนังได้มากกว่ารังสียูวีบี จึงสามารถทำลายผิวได้ลึกเมื่อเราตากแดดนาน ๆ ผิวจึงคล้ำเสียได้ และนอกจากแสงแดดแล้วเรื่องของการใช้เครื่องสำอางบางชนิด การใช้ยาบางชนิด รวมไปถึงฮอร์โมน และ กรรมพันธุ์ ก็เป็นสาเหตุของการเกิดฝ้าได้เช่นกัน ซึ่งในฝ้าแต่ละประเภทจะมีวิธีรักษาที่แตกต่างกันออกไป ประเภทของฝ้าจะแบ่งสาเหตุการเกิดหลัก ๆ ได้ 3 แบบดังนี้

1. ฝ้าจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
แน่นอนว่าผลการสำรวจที่กล่าวมาพบว่าฝ้าบนใบหน้าเกิดในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนที่มีทั้งในระหว่างตั้งครรภ์ ที่เรียกว่า “Mark of pregnancy” หรือ ฝ้าที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในระหว่างวัยหมดประจำเดือน หรือ ฝ้าที่เกิดจากการทานยาที่มีผลต่อฮอร์โมนคุมกำเนิด เช่น ยากลุ่มฟีไนโทอีน และ ยากลุ่มไฮโดรควิโนน การป้องกันหรือรักษาฝ้าที่เกิดจากการทานยานั้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อแจ้งให้ทราบถึงผลข้างเคียงที่ได้รับโดยแพทย์อาจทำการหยุดยา หรือ เปลี่ยนยาตัวอื่นที่ไม่มีผลข้างเคียงให้แทน ทั้งนี้ในส่วนของฝ้าที่เกิดจากเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์จะหาย หรือ จางลงไปเองหลังการคลอดบุตร

2. ฝ้าจากแสงแดด
เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าแสงแดดเป็นอันตรายต่อผิว ทั้งรังสี UVA และ UVB ที่ส่งตรงมายังผิวหน้าของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งรังสี UVA ที่มีความยาวคลื่นมากกว่าจึงส่งผลไปถึงชั้นผิวที่ลึกกว่า ทำให้เกิดทั้งฝ้าแดด และ กระได้ในเวลาเดียวกัน การเกิดฝ้าแดดจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณแสงแดดที่ได้รับ และ การผลิตเม็ดสีผิว (Melamine pigment) จากเซลล์เม็ดสีผิวใต้ผิวหนัง (Melanocytes) ของแต่ละคน เนื่องจากเม็ดสีผิวของเรามีหน้าที่กรองรังสีจากแสงแดด เมื่อเราได้รับแสงแดดมากเม็ดสีก็ยิ่งผลิตมากขึ้นด้วย วิธีป้องกันฝ้าแดดได้ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการเจอแสงแดดจัด ๆ สวมเครื่องป้องกันแสงแดด เช่น ร่ม หมวก หรือทาครีมกันแดดที่มี SPF 30 ขึ้นไป เพื่อป้องกันรังสี UVB และค่าป้องกันมากกว่า +++ ขึ้นไป เพื่อป้องกันค่า UVA

3. ฝ้าจากการแพ้เครื่องสำอาง
การแพ้เครื่องสำอางทำให้ผิวหน้าเกิดผื่นแดง หรือตุ่มเล็กเป็นวงกว้างบริเวณผิวหน้า มีการอักเสบบริเวณรูขุมขน เมื่ออาการเหล่านี้หายไปมักมีรอยดำเกิดขึ้นแทน โดยการป้องกันฝ้าลักษณะนี้แนะนำให้หยุดการใช้เครื่องสำอางชนิดนั้น ๆ ทันทีเพื่อป้องกันการลุกลามและการกลับมาเป็นซ้ำ

 

ประเภทของฝ้า

  • ฝ้าลึก (Dermal type) เกิดขึ้นบริเวณชั้นหนังแท้ใต้หนังกำพร้า มีสีน้ำตาลอ่อน สีเทา สีเทาอมฟ้า มีขอบเขตของฝ้าไม่ชัดเจน โดยมากเราจะสังเกตได้ว่าฝ้าชนิดนี้จะกลืนไปกับผิวหน้าเป็นบริเวณกว้าง
  • ฝ้าตื้น (Epidermal type) เกิดขึ้นบริเวณชั้นหนังกำพร้า มีสีน้ำตาลเข้มไปจนถึงสีเทาดำ และสามารถเห็นขอบเขตได้ชัดเจน
  • ฝ้าผสม (Mix type) ฝ้าที่มีการผสมกันระหว่างฝ้าลึก และฝ้าตื้นบนใบหน้า

นอกจากลักษณะของฝ้าที่กล่าวมาแล้วนั้น เรายังสามารถพบฝ้าเลือด (Vascular melisma, Telangiectetic melisma) ฝ้าเลือดดังกล่าวเกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือดฝอยบนผิวหน้า อันเป็นผลมาจากการใช้เครื่องสำอางหรือยา ที่มีส่วนผสมของ ไฮโดรควินิน (Hydroquinone) หรือ สเตียรอยด์ (Steroids) ส่งผลให้เส้นเลือดฝอยแตกและมีเลือดกระจุกบริเวณพังผืดใต้ผิวหนังชั้นลึก โดยจะมีสีน้ำตาลแดง จัดเป็นฝ้าที่รักษายากอีกชนิดหนึ่ง ทั้งนี้ในเพศหญิงจะพบการเกิดฝ้าได้มากกว่าเพศชายถึง 80%

ฝ้าแดด

 

วิธีการรักษาฝ้าแดด

เมื่อรู้ถึงสาเหตุของปัญหาฝ้าแดดแล้ว การรักษาจึงเป็นเรื่องที่ไม่ยากจนเกินไป โดยคนส่วนมากเริ่มจากดูแลสุขภาพตัวเองก่อน ส่วนการรักษาทางการแพทย์จะขึ้นอยู่กับ ความต้องการของแต่ละคน ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงการรักษาฝ้าแดดที่ได้ผล และ เป็นที่ยอมรับ เพื่อให้ทุกท่านสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ตามความเหมาะสมกับตัวเอง ส่วนการรักษาฝ้าแดดที่ได้ผลชัดเจนที่สุด จะแบ่งออกเป็น 3 วิธี ดังนี้

1. การรักษาฝ้าแดดด้วยยาทา
โดยส่วนใหญ่แพทย์มักสั่งยาที่มีส่วนประกอบของ กรดวิตามินเอ (Retinoic acid) ทรานีซามิก (Tranexamic acid) หรือไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) เนื่องจากมีฤทธิ์ทำให้ผิวขาวและลดอาการอักเสบใต้ผิวหนัง แต่ยากลุ่มนี้มักก่อให้เกิดการระคายเคือง จึงต้องใช้ในปริมาณน้อยและอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

2. การลอกผิวด้วยสารเคมี
วิธีนี้เหมาะกับฝ้าลึกและเป็นวิธีที่ต้องทำโดยแพทย์ผิวหนังเท่านั้น โดยแพทย์จะใช้กรดไตรครอโรอะซิตริก (Trichloroacetic acid) วิธีนี้สามารถพบอาการแทรกซ้อนหลักการทำ ทั้งด้านการติดเชื้อและแผลรอยดำ ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดและบำรุงด้วยครีมบำรุงที่เหมาะสม

3. การใช้เลเซอร์ IPL
ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านเลเซอร์ที่สามารถรักษาโรคของเม็ดสีผิดปกติ ทำให้ฝ้าแดดดูจางลงอย่างรวดเร็วกว่าการทายา และลดผลข้างเคียงจากการรักษาฝ้าด้วยวิธีอื่น อาทิ การรักษาด้วย IPL (Intense Pulsed Light) เป็นการใช้คลื่นความถี่ของแสงยิงลงไปบริเวณที่เกิดฝ้าแดดใต้ผิวหนัง จนเกิดความร้อนที่สามารถทำลายโปรตีนของเม็ดสีผิวที่เกิดขึ้นได้ ทำให้ผิวดูขาวขึ้น ควรทำอย่างสม่ำเสมอระยะเวลาติดต่อกันทุก ๆ 2-3 เดือน จะเห็นผลการรักษาที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ การรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึงด้วยเช่นกัน บ่อยครั้งที่สามารถพบผู้ป่วยที่มีอาการเกิดฝ้า จากการขาดวิตามินบี 12 หรือมีปัญหาอันเกี่ยวเนื่องจากสุขภาพตับ เราจึงควรใส่ใจในการดูแลสุขภาพเป็นอันดับแรกจึงเป็นการรักษาจากภายในสู่ภายนอก และเมื่อรักษาเรียบร้อยแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดฝ้าแดดขึ้นอีกครั้ง จึงจำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการป้องกันฝ้าแดดด้วยเช่นกัน

 

วิธีป้องกันปัญหาฝ้าแดด

ถึงแม้ว่าจะยังไม่เคยเกิดปัญหาฝ้าแดดกับตัวเอง หรือรักษาจนหมดไปแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้นอีกครั้ง หากไม่ป้องกันให้ดี โดยวิธีที่จะกล่าวถึงในครั้งนี้ สามารถช่วยให้ความกังวลที่จะเกิดฝ้าแดดลดลงไปได้ ซึ่งรวบรวมไว้ 5 วิธีดังนี้

1. ทาครีมกันแดด
แดดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดฝ้าและปัญหาผิวอีกหลาย ๆ อย่าง ควรทาครีมกันแแดดที่มีส่วนในการป้องกัน UV และมีค่า SPF 50 ขึ้นไปอย่างเป็นประจำแม้จะอยู่ในห้องแอร์ หรือ อยู่ในที่ร่มก็ควรที่จะทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ และควรทาอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้าและกลางวัน เพื่อช่วยลดโอกาสการเกิดฝ้าแดดที่มีประสิทธิภาพ

2. เลี่ยงเครื่องสำอางที่มีน้ำหอม
เครื่องสำอางที่มีส่วนทำให้ผิวเกิดความระคายเคืองมักเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการเกิดฝ้า ควรหลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่มีน้ำหอม และ แอลกอฮอล์ รวมถึงเครื่องสำอางในกลุ่มไวท์เทนนิ่ง หากต้องการใช้เครื่องสำอางที่เป็นกลุ่มไวท์เทนนิ่ง ต้องทากันแดดกันควบคู่ไปด้วยทุกครั้ง

3. ยาเม็ดคุมกำเนิด
สำหรับผู้หญิง ฮอร์โมนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เม็ดสีทำงานผิดปกติ  ผู้ที่ทานยาคุมกำเนิดอยู่อาจจะเลี่ยงไปคุมกำเนิดโดยการฉีดยาคุมและใช้ห่วงคุมกำเนิดแทนได้

4. รับประทานอาหารที่ช่วยให้ผิวแข็งแรง
นอกจากการดูแลผิวแค่ภายนอกแล้ว การดูแลผิวตั้งแต่ภายในก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าผิวแข็งแรงจะทำให้การดูแลด้วยครีมให้ผลดียิ่งขึ้น การทานอาหารที่เหมาะสมจะช่วยให้ผิวแข็งแรงลดการเกิดฝ้าได้ โดยเน้นอาหารที่มีวิตามินเอ วิตามินซี และ วิตามินอี ซึ่งสามารถหาได้ในผักและผลไม้ทั่วไป

 

แม้ว่าฝ้าแดดที่เกิดขึ้นมามีวิธีรักษาและป้องกัน แต่ถึงกระนั้น การดูแลรักษาสุขภาพก็เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเสมอ เพื่อให้ทุกท่านเผชิญเช้าวันใหม่ได้อย่างมั่นใจ สดใส จึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดฝ้าแดดอย่างเคร่งครัด เพราะการที่ป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าต้องมาคอยรักษากันทีหลัง ทั้งเสียเงิน เสียเวลา และสูญเสียความมั่นใจใช่ไหมล่ะ