กลิ่นตัวแรง มีขั้นตอนการดูแลรักษาอย่างไร เพื่อลดกลิ่นตัวเหล่านั้นลง

กลิ่นตัวแรง

 

กลิ่นตัว เกิดจากต่อมกลิ่ม (Apocrine gland) บริเวณส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ซึ่งส่วนมากจะเกิดกลิ่นที่ รักแร้ ศีรษะ ขาหนีบ ท้ายทอย รวมถึงบริเวณอวัยวะเพศ โดยกลิ่นตัวเกิดขึ้นจากแบคทีเรียที่อยู่บนผิวหนังบนร่างกายตามส่วนที่กล่าวมา และเกิดจากการย่อยสลายของเหงื่อจนเกิดเป็นไขมันหลายชนิดร่วมกันและเกิดเป็นเชื่อรา ทำให้มีอาการเหม็นอับและส่งกลิ่นตัวแรงได้ กลิ่นตัวสามารถเกิดขึ้นทุกเพศ ทั้งชายและหญิง ซึ่งเพศชายจะมีกลิ่นตัวแรงมากกว่าเพศหญิง เพราะว่าต่อมเหงื่อของเพศชายมีปริมาณที่เยอะกว่า และเกิดจากการดูแลรักษาความสะอาดไม่เท่าเพศหญิง

 

ชนิดของเหงื่อ

โดยปกติของร่างกายจะมีเหงื่อที่ขับออกมา 2 ชนิดด้วยกัน คือ อะโพไครน์ (Aprocrine) และ เอคครีน (Eccrine) ซึ่งทั้งสองชนิดนี้ทำให้เรามีกลิ่นตัวได้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและบริเวณร่างกายที่เกิดเหงื่อ

  1. อะโพไครน์ (Aprocine) เป็นเหงื่อที่บริเวณรักแร้ มือ เท้า และข้อพับตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงอวัยวะเพศ ซึ่งจะมีส่วนประกอบของโปรตีนและไขมันที่เป็นแหล่งอาหารของแบคทีเรีย ส่งผลให้บริเวณที่มีเหงื่อออกจะส่งกลิ่นตัวแรงกว่าส่วนอื่นของร่างกาย
  2. เอคครีน (Eccrine) เป็นเหงื่อที่ขับออกมาเพื่อลดอุณหภูมิและระบายความร้อนแก่ร่างกาย ที่สังเกตได้จากการออกกำลังกายและมีเหงื่อเยอะมากกว่าปกติ ซึ่งเหงื่อชนิดนี้จะไม่ส่งกลิ่นตัวแรงเหมือนกัน Aprocine

 

ปัจจัยของการเกิดกลิ่นตัวแรง

กลิ่นตัวสามารถเกิดขึ้นได้ทุกคนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้ง เชื้อชาติ อาหารการกิน การผลิตฮอร์โมน สภาพอากาศรวมถึงกิจวัตรประจำวันที่อาจต้องใช้กำลังกาย การเคลื่อนไหวที่มากกว่าปกติก็เป็นเหตุให้มีกลิ่นตัวได้เหมือนกัน โดยสามารถแบ่งเป็นปัจจัยการเกิดกลิ่นตัวได้หลัก ๆ ดังนี้

  1. เชื้อชาติ การมีกลิ่นตัวของแต่ละชาติมีกลิ่นตัวที่แตกต่างกันไป ซึ่งชาติที่มีกลิ่นตัวแรงกว่าชาติอื่น จะเป็นชาวยุโรป ชาวตะวันออกกลาง และชาวอินเดีย โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีสีผิวดำ เพราะมีพันธุกรรมต่อมเหงื่อที่มีกลิ่นรุนแรงมากกว่ากลุ่มคนที่มีสีผิวขาว (ขึ้นอยู่กับการรักษาความสะอาดของแต่ละคนด้วย)
  2. อาหาร การทานอาหารบางประเภทสามารถส่งผลให้มีกลิ่นตัวได้ โดยเฉพาะอาหารที่มีไขมันสูง นม และเนย สารระเหยในอาหารประเภทนี้จะขับออกมาพร้อมเหงื่อที่ทำให้มีกลิ่นตัวได้
  3. ฮอร์โมน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ส่งผลให้เกิดกลิ่นตัวมักพบกับวัยรุ่น ที่มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่รวดเร็ว ซึ่งปัจจัยนี้จะหายไปเมื่ออายุมากขึ้น
  4. สภาพอากาศ ในบางภูมิประเทศมีสภาพอากาศที่หนาวเย็นทำให้คนไม่อยากอาบน้ำบ่อย เพราะจะทำให้ผิวหนังแห้งแตก ประกอบกับต้องการรักษาความอบอุ่นไว้ จนทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียส่งผลให้มีกลิ่นตัว รวมถึงบางคนไม่ได้สนใจในการรักษาความสะอาดบนร่างกายจนทำให้มีกลิ่นตัวแรง แม้ว่าจะไม่มีสาเหตุมาจากพันธุกรรมก็ตาม
  5. ภาวะผิดปกติทางร่างกาย พบได้จากคนที่มีระบบเผาผลาญที่ผิดปกติ ทำให้มีสารเคมีบางชนิดออกมาพร้อมกับเหงื่อที่มีกลิ่น
  6. เสื้อผ้าที่สวมใส่ การใส่เสื้อผ้าที่หนาจนเกินความจำเป็น หรือใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดทุกส่วนบนร่างกาย ทำให้ไม่มีการถ่ายเทและระบายอากาศที่ดี ส่งผลให้เกิดความอับชื้นและเป็นต้นเหตุของกลิ่นตัวได้

 

วิธีลดกลิ่นตัวแรงทำอย่างไรได้บ้าง

จากปัจจัยที่ส่งผลให้มีกลิ่นตัว เราสามารถดูแลเพื่อไม่ให้เกิดกลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์ได้หลายวิธี เพียงแค่ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน หรือพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดกลิ่นตัวแรง

  1. รักษาความสะอาด โดยทั่วไปทุกคนควรจะอาบน้ำ 2 เวลาต่อวัน คือตอนตื่นนอนและก่อนนอน เพื่อชำระสิ่งสกปรกบนร่างกายรวมถึงกลิ่นเหนื่อยที่เกิดขึ้นระหว่างวัน ป้องกันไม่ให้มีสิ่งสกปรกตกค้างซึ่งเป็นสาเหตุของกลิ่นตัว และควรเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังจากอาบน้ำ ไม่ควรใส่เสื้อผ้าซ้ำเพราะเสื้อผ้าที่ใช้แล้วส่วนใหญ่จะคอยซับเหงื่อและสิ่งสกปรกระหว่างวันเอาไว้ ฉะนั้นเสื้อผ้าที่ใช้แล้วก็คือผ้าสกปรกนั่นเอง
  2. การรับประทานอาหาร การกินอาหารที่มีประโยชน์สามารถลดสาเหตุกลิ่นตัวได้ เพราะสารอาหารที่มีประโยชน์จะถูกย่อยสลายโดยง่าย ไม่เกิดไขมันส่วนเกินต่าง ๆ บนร่างกายที่ส่งผลให้เหงื่อมีกลิ่นฉุน
  3. ความเครียด ทุกคนมีต้นเหตุของความเครียดที่แตกต่างกัน ซึ่งความเครียดก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้มีกลิ่นตัวแรงได้ เนื่องจากร่างกายจะผลิตสารอะดรีนาลีนจำนวนมากออกมา ซึ่งส่งผลให้มีกลิ่นตัว เราควรมีวิธีลดความเครียดและผ่อนคลายบ้าง ไม่ควรหมกหมุ่นอยู่กับความเครียดจนมากเกินไป
  4. การนอนพักผ่อน เมื่อร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอจะยิ่งทำให้เกิดความเครียดต่าง ๆ ที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นตัวได้ และจะรู้สึกหงุดหงิดตลอดเวลาที่อดหลับอดนอน
  5. การขัดผิว หลายคนคงมีความเชื่อที่ต้องขัดผิวอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายไม่มีสิ่งสกปรกใด ๆ เลย แต่แท้จริงแล้วการขัดผิวอย่างสม่ำเสมออาจจะทำให้ร่างกายขาดการป้องกันสิ่งสกปรก และรับสิ่งสกปรกต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าปกติ ฉะนั้นเราควรขัดผิว 1 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอแล้ว
  6. วิตามิน การทานวิตามินบางชนิดสามารถลดความเครียดและกลิ่นตัวได้ วิตามินที่สามารถลดกลิ่นตัวได้อย่างดีคือ วิตามินบี 1 บี 6 และวิตามินคอมเพล็กซ์ เพียงทานสัปดาห์ละครั้งเมื่อรู้สึกว่าร่างกายมีความเครียดที่สะสมมากเกินไป

ลดกลิ่นตัว
 

วิธีรักษาโรคกลิ่นตัวแรง

โรคกลิ่นตัวแรง มีวิธีรักษาที่สามารถหายขาดได้หลายวิธี ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยความเสี่ยงต่าง ๆ   แต่สำหรับบางคนโรคกลิ่นตัวแรงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ทำได้เพียงบรรเทากลิ่นตัวเท่านั้น

  1. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโคลีนสูง ซึ่งเป็นสาเหตุของการผลิตเหงื่อที่มีกลิ่น อาหารที่มีโคลีนสูงคือ ไข่ไก่ ปลาทูน่า ปลาเค็ม ตับหมู ถั่ว เต้าเจี้ยวและทุเรียน
  2. ยาปฏิชีวนะ การรับประทานยาปฏิชีวนะเพื่อลดแบคทีเรียสามารถลดกลิ่นตัวลงได้บ้าง หากทานติดต่อกันเป็นประจำ แต่ไม่ควรทานยาลดแบคทีเรียติดต่อกันมากเกิน 3 เดือน เพราะอาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงอื่น ๆ ตามมา และควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชก่อนรับประทานยาหรือรับประทานตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
  3. ลดการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ การลดสิ่งที่เป็นอันตรายต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จะช่วยให้ปัญหากลิ่นตัวแรงลดน้อยลง และยังช่วยให้ร่างกายได้ฟื้นฟูปรับสภาพให้ดีขึ้น
  4. ลดการทานยาลดความเครียด การทานยาเพื่อลดความเครียดบ่อย ๆ อาจจะช่วยในเรื่องลดกลิ่นตัวได้เป็นครั้งคราวไป แต่ไม่สามารถให้โรคกลิ่นตัวแรงหมดไปได้
  5. พักผ่อนให้เพียงพอ เมื่อร่างกายได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายที่เหนื่อยล้า และมีกลิ่นตัวในทุกวัน จะช่วยให้คนที่ประสบปัญหากลิ่นตัว มีกลิ่นตัวที่เบาบางลงได้ เวลาในการนอนพักผ่อนที่ดีที่สุดอยู่ในช่วง 22.00 –00 และควรนอนพักผ่อนให้ได้อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน

 

สารเคมีระงับกลิ่นตัวแรง

การใช้สารเคมีเพื่อระงับกลิ่นตัวเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถเลือกใช้ได้ตามต้องการ กรณีที่หลีกเลี่ยงปัจจัยความเสี่ยงต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดกลิ่นตัว และทำความสะอาดเป็นอย่างดีแล้วยังมีปัญหากลิ่นตัวแรงการใช้สารเคมีระงับกลิ่นตัวก็เป็นอีกตัวช่วยหนึ่ง

ลดกลิ่นตัว

  1. สารส้ม การใช้สารส้มเพื่อดับกลิ่นเป็นสิ่งที่หลายคนรู้จักและรู้วิธีใช้โดยเฉพาะคนรุ่นแก่ จะใช้สารส้มทาที่รักแร้หลังจากอาบน้ำเสร็จใหม่ ๆ ก่อนเช็ดตัวทุกครั้ง หากทาสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวันก็จะทำให้ไม่มีกลิ่นตัว เป็นการลดกลิ่นไม่พึงประสงค์
  2. สเปรย์ระงับกลิ่น เป็นอีกทางเลือกที่หลายคนให้ความสนใจ เนื่องจากการรักษาความสะอาดของแต่ละคนมีเวลาไม่เท่ากัน การหาตัวช่วยเพื่อระงับกลิ่นกายจึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ได้ดี ทั้งลดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ และสามารถเพิ่มกลิ่นที่เราชอบได้อีกด้วย
  3. ฉีดโบท็อกซ์ การฉีดโบท็อกซ์เพื่อระงับกลิ่นกาย ควรปรึกษาแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยตรงเนื่องจากอาจจะมีความเสี่ยงที่เราต้องรับรู้ แต่ผลของการฉีดโบท็อกซ์ส่วนใหญ่จะช่วยในเรื่องยับยั้งการผลิตเหงื่อที่เป็นต้นเหตุของกลิ่นกายได้ ซึ่งมีราคาที่เหมาะสำหรับคนที่มีเงินเหลือมากพอ หรือไม่มีวิธีรักษาอื่น ๆ ที่ทำให้ระงับกลิ่นกายได้
  4. ผงฟู เป็นการชำระล้างสิ่งสกปรกและแบคทีเรียได้ในระดับหนึ่ง เพียงนำไปผสมกับน้ำและทาทิ้งไว้ที่บริเวณรักแร้หรือช่วงข้อพับขาหนีบต่าง ๆ ทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด จะทำให้ลดกลิ่นตัวแรงลงได้บ้าง