กระเนื้อ การดูแล รักษาและป้องกัน

กระเนื้อบนผิวหนังเกิดขึ้นได้จากความผิดปกติภายในร่างกายของมนุษย์และขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน เรามาเรียนรู้สิ่งที่เรียกว่ากระเนื้อ ว่ามีลักษณะอย่างไร รวมไปถึงวิธีการป้องกันดูแลรักษากระเนื้อที่เกิดบนผิวหนังเรากันดีกว่า

การเกิดของกระเนื้อ

ในระยะแรกจะขึ้นเป็นตุ่มสีน้ำตาลอ่อนคล้ายอาการแพ้แดดและในระยะต่อมาสีจะค่อย ๆ เข้มขึ้นกลายเป็นสีน้ำตาลไหม้ บนผิวหนังบริเวณนั้นจะเกิดเป็นตุ่มมีขนาดตั้งแต่เม็ดเล็ก ๆ เหมือนขี้แมลงวันไปจนถึงขนาดเท่ากับฝีและมีลักษณะผิวขรุขระ สามารถพบได้ทั่วบริเวณของร่างกาย ทั้งใบหน้า แขน ขา แผ่นหลังรวมถึงหน้าอก พบมักในผู้สูงอายุรวมถึงสาวที่กำลังตั้งครรภ์อาจมีฮอร์โมนผิดปกติแปรปรวน กระเนื้อจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่สำหรับคนที่พบว่ามีกระเนื้อบนร่างกายจำนวนมากอาจจะทำให้รำคาญใจ หรือเกิดอาการกังวลได้เพราะมีผิวหนังที่ขรุขระคล้ายกับท้าวแสนปม

กระเนื้อ การดูแล รักษาและป้องกัน 1

อาการของกระเนื้อ

แน่นอนว่าอาการที่เกิดกับผู้ป่วยแตกต่างกัน บางคนมีขนาดของผิวหนังขรุขระถึง 2 นิ้ว บางคนอาจจะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์ส่องหาเพื่อทำการรักษา ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นสีน้ำตาลเข้มตัดดำ อาจมีอาการคันในบางจุดที่มีผิวแห้งมากหรือผิวขาดน้ำแต่จะไม่มีอาการปวดแต่อย่างใด กระเนื้อส่วนมากจะไม่เป็นปัญหาอะไรกับชีวิตประจำวัน ถ้าไม่เกิดในบริเวณที่สำคัญของร่างกาย เช่น ตา บริเวณจุดซ่อนเร้น รวมถึงบนใบหน้า บริเวณดังกล่าวไม่มีใครอยากให้เกิดเพราะทำให้เสียความมั่นใจ อย่างไรก็ตามไม่ควรใช้มือเกาหรือใช้กรรไกรตัดเนื้อในบริเวณผิวหนังที่เป็นกระเนื้อ อาจทำให้ผิวมีบาดแผลเลือดออก ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น มีตุ่มขนาดใหญ่ขึ้น เม็ดสีที่ดำขึ้น ผิวขรุขระเป็นปุ่ม ๆ ร้ายแรงกว่านั้นก็คือก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นจนทำให้ต้องเข้าพบแพทย์เพื่อทำการรักษาวินิจฉัยชิ้นเนื้อ ร้ายแรงที่สุดอาจอันตรายจนกลายเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้

ต้นเหตุของกระเนื้อ

การเกิดของชิ้นเนื้อที่มีลักษณะขรุขระ สีน้ำตาลสลับดำมักมีต้นเหตุมาจากหลายปัจจัย ในทางการแพทย์ ได้ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับชิ้นเนื้อที่มีลักษณะพื้นผิวเป็นตุ่ม มีเม็ดสีที่ผิดปกติจากร่างกายมีต้นเหตุมาจาก (อายุ) ตัวเลขที่มีมากขึ้นตามวัย เริ่มต้นตั้งแต่อายุ 30 จนไปถึง 50 ปี อายุยิ่งมากยิ่งเกิดอาการเยอะตามตัวเลข มีอัตราเฉลี่ยทางเพศในปริมาณที่ค่อนข้างจะเท่ากัน คือไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือชายก็มีเปอร์เซ็นต์ที่จะเป็นกระเนื้อได้เท่า ๆ กัน แต่จะไม่พบในบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี (พันธุกรรม) ถ้าหากสังเกตว่าบุคคลในครอบครัวเกิดกระเนื้อขึ้นตามร่างกายในตอนที่อายุมากขึ้นแล้ว ในเวลาที่เราอายุมากขึ้นจะมีผลให้ร่างกายที่มีเชื้อพันธุกรรมเดียวกันเกิดอาการเหมือนกันได้ ในทางการแพทย์เรียกว่าการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ (แสงแดด) สำหรับคนไข้ที่มีพฤติกรรมท้าแดดเป็นเวลานานมีกิจกรรมกลางแจ้งในชีวิตประจำวันตลอดทั้งวัน จะส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติของผิวหนังมากกว่าบุคคลปกติทั่วไปที่ไม่มีพฤติกรรมท้าทายแดดเป็นเวลานาน (ต้นเหตุอื่น ๆ) จากโรคผิวหนังที่ได้รับเชื้อที่เป็นอันตรายของไวรัสที่ทำลายเซลล์ผิวหนัง การผสมของยีนที่ผิดปกติในร่างกายก็เป็นผลเสียทำให้ผิวหนังผิดปกติเช่นกัน

การตรวจวินิจฉัยโรค

ทางการแพทย์จะตรวจพิสูจน์ผิวหนัง ที่อาจจะเป็นกระเนื้อและสังเกตดูอาการพูดคุยเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และประวัติของผู้ป่วย หลังจากนั้น จะทำการตรวจสภาพผิวหนังบนร่างกายของผู้ป่วยเบื้องต้นว่ามีความปกติด้านใดบ้างที่เป็นอาการของการเกิดโรค แต่ถ้าหากไม่พบความผิดปกติในเบื้องต้นเลย แพทย์จึงจะทำการตรวจพิสูจน์ในขั้นตอนต่อไป ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอาจมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เพราะโรคผิวหนังมีหลายชนิดบางชนิดมีลักษณะที่คล้ายกันมากอาจซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวหนัง นั้นรวมถึงเซลล์มะเร็งผิวหนังที่ต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์เพื่อตรวจพิสูจน์อาการของผิวหนัง ทั้งนี้ชนิดของโรคผิวหนังที่ควรใช้เครื่องมือทางการแพทย์มีตั้งแต่ Basal Cell(BCC), Malignant  Melanoma, Squamous Cell Carcinoma เป็นต้น

การใช้เครื่องมือแพทย์จะแบ่งขั้นตอนการตรวจหาโรคตั้งแต่การใช้กล้องตรวจผิวหนังมีชื่อเรียกว่า Dermatoscopy ในการหาความผิดปกติของเม็ดสีในพื้นผิวชั้นใน หากไม่พบความผิดปกติจะนำไปสู่การเก็บตัวอย่างผิวหนังเพื่อส่งตรวจชิ้นเนื้อโดยเฉพาะ ด้วยการใช้กล้องจุลทรรศน์มีชื่อเรียกว่า Skin Biopsy

วิธีการรักษากระเนื้อ

วิธีรักษาที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ได้รับการยอมรับจากทางการแพทย์ด้วยการพิสูจน์อย่างครบถ้วนแล้วว่าไม่เป็นอันตรายกับร่างกายแต่อย่างใด สำหรับบุคคลที่อยากทำการรักษาด้วยเหตุผลเฉพาะตัวในด้านความผิดปกติทางสภาพร่างกาย ในบริเวณที่ตนเองเสียความมั่นใจรวมถึงเกิดอาการแพ้ มีอาการคันในร่ม ในรายที่แพ้รุนแรงอาจมีเลือดออกซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคผิวหนังที่รุนแรงได้ ในกรณีนี้ ทางการแพทย์ สามารถทำรักษาและมีวิธีรักษาที่แตกต่างกันไป ตามสภาพผิวหนังของผู้ป่วยที่มีความประสงค์ทำการรักษากระเนื้อ

  1. การรักษาโดยการใช้ไฟฟ้า   ที่เรียกว่า (Electrocautery) เป็นการจี้ไฟตามผิวหนังที่มีปัญหา โดยการใช้ยาชาทาเฉพาะจุดไปที่พื้นผิวหนังบนร่างกายก่อน เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดเวลาที่โดนไฟฟ้าจากนั้นจะทำการขูดเบา ๆ เพื่อให้ชิ้นเนื้อเสียหลุดออกมา ควรรักษากับแพทย์เฉพาะทางหรือผู้ที่มีความชำนาญสูงเท่านั้น เพราะอาจมีผลร้ายแรงหากเกิดความผิดพลาด ส่งผลให้มีระยะเวลาการรักษาที่เพิ่มมากขึ้นและมีค่ารักษาแพงขึ้นด้วย
  2. การรักษาโดยใช้เลเซอร์   ที่เรียกว่า (Ablative Laser Surgery) เป็นการยิงเลเซอร์ไปที่ผิวหนังตามความผิดปกติบนร่างกาย มีราคาที่สูงกว่าการใช้ไฟฟ้าจี้เป็นจุด ๆ แต่รับรองประสิทธิภาพที่มากกว่าเห็นผลชัดเจนกระเนื้อ การดูแล รักษาและป้องกัน 2
  3. การใช้สารเคมี   ที่เรียกว่า (Focal Chemical Peel) เป็นการรักษาเฉพาะจุดคล้ายกับการจี้ด้วยไฟฟ้า แต่สำหรับการใช้สารเคมีจะเป็นการแต้มเป็นจุด ๆ และรอให้สารเคมีทำปฏิกิริยากับผิวหนังภายในสารเคมีทางการแพทย์มักใช้กรดไตรคลอโรอะซิติก (Trichloroacetic Acid) เพื่อทำลายเซลล์ผิวที่ผิดปกติ
  4. การขูดชิ้นเนื้อ   เป็นการปาดผิวหนังที่เป็นก้อนให้เบาบางลงมากที่สุดโดยระมัดระวังไม่ให้มีเลือดออก เพื่อช่วยตัดเซลล์ผิวที่ตายทิ้งทำให้มีการสร้างเซลล์ผิวใหม่มาทดแทนเป็นการรักษาโดยที่ไม่ใช้ตัวยาใด ๆ วิธีนี้เหมาะกับผู้ป่วยในรายที่มีผิวหนังแพ้ง่าย
  5. การจี้เย็น   ที่เรียกว่า (Cryosurgery) เป็นการผ่าตัดชนิดหนึ่งด้วยความเย็น ที่สามารถรักษาผิวหนังที่มีกระเนื้อขนาดไม่ใหญ่และไม่นูนมากจนเกินไป เพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ชัดเจนคุ้มค่ากับค่ารักษาที่เสียไป

อย่างไรก็ตาม หากวิธีการรักษาเบื้องต้นที่กล่าวมาไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์เพิ่มเติม เพื่อให้ตัดชิ้นเนื้อในบริเวณที่รักษาไปผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนว่าเป็นชิ้นเนื้อร้ายหรือไม่ และทำการรักษาในขั้นตอนต่อไป ส่วนใหญ่การรักษากระเนื้อจะเห็นผลในครั้งแรกและจะไม่เกิดความผิดปกติของบริเวณผิวหนังที่รักษาซ้ำเดิม แต่อาจจะเกิดขึ้นในบริเวณผิวหนังจุดอื่น ๆ แทน ดังนั้น ควรพิจารณาและปรึกษาแพทย์อย่างถี่ถ้วนเกี่ยวกับผลของการรักษา รวมถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังการรักษาด้วย

ผลข้างเคียงและอากาแทรกซ้อนของกระเนื้อ

เป็นที่รู้กันในสังคมว่า การเกิดกระเนื้อบนร่างกายไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายและไม่ใช่โรคผิวหนังที่ร้ายแรง แต่อาจจะมีผลกระทบต่อบุคคลที่รักในร่างกายที่สะอาด สวยงาม และไม่ต้องการให้เกิดความผิดปกติบนเรือนร่างของตนเอง คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าเป็นอาการของผู้ป่วยที่ติดเชื้อบนผิวหนังไม่กล้าทำกิจกรรมร่วมด้วย ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียความมั่นใจและเครียดกับสภาพร่างกายที่ตนเองเป็น จนทำให้มีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคผิวหนังที่รุนแรง เช่นการเกาอย่างรุนแรงที่บริเวณกระเนื้อเพื่อต้องการทำลายผิวหนังส่วนนั้นออกไป ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เข้าใจผิดอย่างมาก และผลข้างเคียงจากวิธีกำจัดกระเนื้อที่ไม่ถูกต้องในขั้นรุนแรงที่สุดคืออาจส่งผลให้เป็นมะเร็งผิวหนังได้ ดังนั้นควรทำความเข้าใจกับสภาพร่างกายของตนเองว่ามีความผิดปกติในด้านใดบ้าง และมีอันตรายกับร่างกายหรือไม่ มากน้อยเพียงใด ที่สำคัญไม่ควรรักษาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

วิธีการดูแลป้องกันและบำรุงรักษา

การป้องกันเบื้องต้นเมื่อตนเองพบว่ามีกระเนื้อขึ้นตามร่างกาย ควรงดกิจกรรมที่ต้องท้าแดดแรงในเวลาเช้าถึงบ่าย และสวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกายอย่างมิดชิดเพื่อป้องกันรังสียูวีที่จะกระทบมาโดนผิวหนังบนร่างกาย ทาครีมบำรุงร่างกายให้ผิวชุ่มชื้น เพื่อลดอาการผิวแห้งและอย่าลืมทาครีมกันแดดป้องกันผิวเสียช่วยลดการเกิดสีผิวที่ผิดปกติได้ ทั้งนี้การละเลยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้อาจเป็นต้นเหตุของการเกิดกระเนื้อได้ ส่วนการทานวิตามินซี ก็เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่ช่วยให้มีสีผิวที่ขาวกระจ่างใส และขจัดเซลล์ผิวที่เสียออกจากร่างกายของเราได้เป็นอย่างดี